
สหรัฐ เผชิญวิกฤติชัตดาวน์ หลังวุฒิสภาล้มเหลวต่ออายุงบประมาณ
สหรัฐ เผชิญวิกฤติชัตดาวน์ หลังวุฒิสภาล้มเหลวต่ออายุงบประมาณ ส่งผลให้รัฐบาลต้องพักการให้บริการบางอย่าง ขณะที่ “ทรัมป์” ขู่ปลดข้าราชการเพิ่ม
KEY
POINTS
- รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ เนื่องจากวุฒิสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายเพื่อต่ออายุงบประมาณได้ทันกำหนด
- สาเหตุหลักเกิดจากความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันในประเด็นการรวมเงินอุดหนุนด้านสาธารณสุขไว้ในร่างงบประมาณ
- ผลกระทบจากการชัตดาวน์คือหน่วยงานรัฐบาลที่ไม่จำเป็นต้องหยุดทำการ และข้าราชการจำนวนมากจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง
รัฐบาลสหรัฐเผชิญภาวะ “ชัตดาวน์” อีกครั้ง หลังจากการลงมติในวุฒิสภาเพื่อขยายกรอบงบประมาณก่อนเส้นตายเที่ยงคืนไม่ประสบความสำเร็จ
ภาวะชัตดาวน์ครั้งใหม่ของสหรัฐนี้ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลกลางต้องหยุดการดำเนินงานที่ไม่เข้าข่าย “จำเป็น” ตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบตั้งแต่การเดินทางทางอากาศไปจนถึงการเผยแพร่รายงานการว่างงานรายเดือน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน โดยฝ่ายเดโมแครตยืนยันว่าร่างงบประมาณต้องมีการบรรจุเงินอุดหนุนด้านสาธารณสุขเพิ่มเติม ขณะที่รีพับลิกันยืนยันว่าควรแยกการพิจารณาออกจากกัน ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการขู่ยกเลิกโครงการที่เดโมแครตสนับสนุน และปลดข้าราชการเพิ่มเติมหากเกิดการชัตดาวน์ โดยเขากล่าวกับสื่อมวลชนว่า “เราจะปลดคนออกจำนวนมาก และพวกเขาจะเป็นเดโมแครต”
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงยุติธรรมและสำนักงานประกันสังคม ได้ส่งบันทึกแจ้งพนักงานที่จะถูกพักงาน โดยโยนความผิดให้กับพรรคเดโมแครต ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักปฏิบัติที่ปกติแล้วต้องกันข้าราชการออกจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง
ผลกระทบจากการชัตดาวน์
การชัตดาวน์จะบังคับให้สำนักงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การบริการประชาชน และงาน “ไม่จำเป็น” อื่น ๆ ต้องปิดทำการ ข้าราชการจำนวนมากจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ทหาร เจ้าหน้าที่ชายแดน และงานที่จัดเป็น “จำเป็น” จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแต่ต้องรอรับเงินเดือนหลังจากที่รัฐสภาจัดทำงบประมาณใหม่แล้วเสร็จ
ครั้งล่าสุดที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญชัตดาวน์ยาวนานถึง 35 วัน เกิดขึ้นในปี 2018–2019 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 0.02% ของจีดีพี ตามการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO)
สำหรับครั้งนี้ ความขัดแย้งมุ่งเน้นไปที่งบประมาณมูลค่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ที่ใช้บริหารงานหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของงบประมาณรวมทั้งสิ้น 7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข บำนาญ และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่สูงถึง 37.5 ล้านล้านดอลลาร์
ปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข
ฝ่ายเดโมแครตยืนยันว่าร่างงบประมาณต้องรวมการทำให้เงินอุดหนุนตามกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Affordable Care Act) มีผลถาวร เนื่องจากกำลังจะหมดอายุภายในสิ้นปี หากไม่มีการแก้ไข ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของชาวอเมริกันกว่า 24 ล้านคนจะพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในรัฐที่พรรครีพับลิกันครองอำนาจ เช่น ฟลอริดาและเท็กซัส ซึ่งไม่ยอมรับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ขณะที่รีพับลิกันกล่าวหาว่าเดโมแครตกำลัง “จับงบประมาณเป็นตัวประกัน” เพื่อผลทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2026
จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการชัตดาวน์จะยืดเยื้อเพียงใด โดยที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 1981 สหรัฐฯ ประสบปัญหาชัตดาวน์แล้ว 15 ครั้ง ส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 1–2 วัน ยกเว้นครั้งที่ยาวนานที่สุดในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งแรก อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่าครั้งนี้อาจกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมหากยังไร้ข้อยุติ







