
ทรัมป์อ้าง “ไทลินอล” และวัคซีน ก่อโรคออทิซึม แม้ไร้หลักฐาน
โดนัลด์ ทรัมป์ ออกแถลงการณ์ เชื่อมโยงการใช้ยาแก้ปวด “ไทลินอล” ในหญิงตั้งครรภ์และการฉีดวัคซีนในเด็ก กับการเกิดโรคออทิซึม แม้จะไม่ตรงกับงานวิจัยทางการแพทย์
ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ได้ให้คำแนะนำต่อสาธารณชน โดยกล่าวว่า หญิงมีครรภ์ไม่ควรใช้ยาดังกล่าว และควรเลื่อนหรือแยกการฉีดวัคซีนในเด็กออกจากกัน ทั้งนี้ ทรัมป์ยอมรับว่าเขาไม่ใช่แพทย์ แต่กลับให้คำแนะนำที่สวนทางกับองค์การแพทย์ชั้นนำ อาทิ สถาบันกุมารแพทย์แห่งสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่า อะเซตามิโนเฟน (ตัวยาสำคัญในไทลินอล) เป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์
ขณะเดียวกัน คณะทำงานของทรัมป์ได้เสนอให้ใช้ “ลิวโคโวริน” (Leucovorin) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกรดโฟลิก เป็นการรักษาอาการของผู้ป่วยออทิซึม อย่างไรก็ดี แพทย์และนักวิจัยจำนวนมากย้ำว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประสิทธิผลของวิธีดังกล่าว และการศึกษาที่มีอยู่ยังมีขนาดเล็กและจำกัด
บริษัทเคนวิว (Kenvue) ผู้ผลิตยาไทลินอล ระบุในแถลงการณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวอ้างใด ๆ ที่ชี้ว่าไทลินอลทำให้เกิดออทิซึม และแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์และผู้ปกครองจากข้อมูลที่บิดเบือนนี้
ด้านนักวิทยาศาสตร์ออกมาระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ไทลินอลกับโรคออทิซึม ตัวอย่างเช่น งานวิจัยปี 2024 ที่ติดตามข้อมูลเด็กเกือบ 2.5 ล้านคนในสวีเดน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการได้รับอะเซตามิโนเฟนในครรภ์กับความผิดปกติด้านพัฒนาการทางระบบประสาท อีกทั้งงานวิจัยล่าสุดปี 2025 แม้จะพบความสัมพันธ์เชิงสถิติ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าการใช้ยาดังกล่าวเป็นสาเหตุโดยตรง
นอกจากนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังย้ำว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและมีบทบาทสำคัญในการกำจัดโรคร้ายแรงในเด็ก เช่น โปลิโอและหัด โดยองค์การยูนิเซฟระบุว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา วัคซีนสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้กว่า 154 ล้านคนทั่วโลก







