posttoday
เตือนไม่เกิน 5 ปี จีนเจอวิกฤตการเงิน !

เตือนไม่เกิน 5 ปี จีนเจอวิกฤตการเงิน !

28 มกราคม 2554

นักลงทุนทั่วโลกคาดเศรษฐกิจจีนมีสิทธิดิ่งเหวในอีก 5 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น แนะปรับมาตรการชะลอเงินเฟ้อหนีฟองสบู่ด่วน

นักลงทุนทั่วโลกคาดเศรษฐกิจจีนมีสิทธิดิ่งเหวในอีก 5 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น แนะปรับมาตรการชะลอเงินเฟ้อหนีฟองสบู่ด่วน

 

 

เตือนไม่เกิน 5 ปี จีนเจอวิกฤตการเงิน !

บลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์อ้างอิงจากผลสำรวจประจำไตรมาส ซึ่งได้สอบถามจากนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ค้าจำนวน 1,000 คน ระหว่างวันที่ 2124 ม.ค. เพื่อคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉุดไม่อยู่ของจีน โดย 45% ของนักลงทุนทั่วโลกต่างเห็นพ้องตรงกัน คาดในอนาคตเศรษฐกิจจีนมีสิทธิล่มเกิดวิกฤตการเงินภายใน 5 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น ขณะที่ 40% คาดว่าจีนจะพบกับวิกฤตหลังปี 2559 และมีเพียง 7% เท่านั้น ที่ยังคงเชื่อมั่นว่าพญามังกรจะสามารถหลบเลี่ยงความยุ่งยากเหล่านี้ไปได้

“ทุกวันนี้จีนอยู่ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนของฟองสบู่อย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับการคาดการณ์ผลร้ายที่ตามมาจากช่วงวิกฤตสินเชื่อที่อยู่อาศัยซับไพรม์ในสหรัฐ” สตานิสลาฟ พานิส นักกลยุทธ์ด้านการเงินของตัวแทนการลงทุน ทริม ในบราทิสลาวา สโลวาเกีย และเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามของบลูมเบิร์ก กล่าว

การสำรวจนี้มีขึ้นหลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน รายงานผลตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการของประเทศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ระบุว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจจีนมีภาพรวมเติบโตอยู่ที่ 10.3% ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี และเพิ่มขึ้นจาก 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่สูงขึ้น 3.98 ล้านล้านหยวน (ราว 18.5 ล้านล้านบาท)

หากเป็นไปตามที่ผลสำรวจคาด ผลกระทบดังกล่าวจะสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ทั้งนี้ มูลค่าด้านการนำเข้าและส่งออกของจีนเพียงประเทศเดียวมีถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยในจำนวนนี้ 13% ถือเป็นมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าประเทศจีนถือครองทรัพย์สินของอเมริกาอยู่สูงถึง 8.96 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 27 ล้านล้านบาท)

เมื่อพิจารณาผลสำรวจโดยละเอียด นักลงทุนที่คาดการณ์ว่าจีนอาจประสบปัญหาได้นั้นส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีการค้าขายกับประเทศจีนมาโดยตลอด โดย 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อมั่นว่าจีนขณะนี้อยู่ในช่วงสภาวะฟองสบู่เฟื่องฟู ขณะที่ 42% ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว

บลูมเบิร์กรายงานว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของรัฐบาลจีน ที่แม้จะเตรียมหามาตรการมาป้องกันการแตะเบรกการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุดการประกาศเป้าหมายในปี 2554 ที่ออกมาล่าสุด กลับมุ่งให้จีนเป็นประเทศที่มีการเติบโตใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเพื่อแซงหน้าญี่ปุ่น

โจนาธาน ซาดอฟสกี หัวหน้าด้านการลงทุน จากวากา ครีก แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ในซานฟรานซิสโก กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือในที่สุดแล้วประเทศจีนจำต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในระบบธนาคาร

ซาดอฟสกี กล่าวว่า ทางการจีนได้ปรับอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสสุดท้ายของปีถึง 2 ครั้ง เพื่อพยายามหยุดยั้งภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองนับตั้งแต่การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 โดยมีชนวนเหตุมาจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุด ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ปี 2553 ที่ผ่านมา ราคาอาหารของจีนพุ่งขึ้นสูงถึง 7.2%

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างสัมภาษณ์ที่เมืองดาวอส ลีเตากุย ที่ปรึกษาวิชาการ ธนาคารกลางจีน กล่าวว่า เจ้าตัวไม่ได้คาดหวังถึงปัญหายากลำบากและเศรษฐกิจของจีนอาจขยายการเติบโตไปได้อีก 9.5% ในปี 2554 นี้

ด้าน ฮารูน ไชคห์ ผู้จัดการการลงทุนจากจีเอ็มของลอนดอน ชี้ให้เห็นว่า ระดับภาวะเงินเฟ้อสูงกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่เหล่าผู้บริหารจัดการการลงทุนทั้งหลายวิตกกังวลมากที่สุด ซึ่ง ลี กล่าวยอมรับทันทีว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นถือเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงของเศรษฐกิจจีน และสิ่งที่ธนาคารจีนควรทำก็คือการทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสแรกและ 2 ของปี

แม้การออกมาคาดการณ์ดังกล่าวของนักลงทุนส่วนใหญ่จะออกมาในแดนลบ แต่นักลงทุนบางส่วนยังคงให้คะแนนบวกกับจีน โดย อาร์ดาวัน โมบาชีรี ประธานเอไอจี โกลบอล อีโคโนมิกส์ ที่นิวยอร์ก เชื่อว่าจีนจะสามารถเติบโตได้ต่อไปเรื่อยๆ ถึง 10% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ด้าน ไมเคิล มาร์ติน รองประธานอาวุโสของเอ็มดี อวองเทจ อินชัวรันซ์ ยังได้กล่าวยกย่องว่ารัฐบาลจีนมีระบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศอย่างชาญฉลาด และแน่นอนว่าศักยภาพนั้นจะต้องโดนท้าทายหลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นและมีความซับซ้อนขึ้น

อย่างไรก็ตาม 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุตรงกันว่า ประเทศจีนดูจะเป็นประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงและไม่น่าลงทุนในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยเกือบครึ่งระบุตรงกันว่าการเติบโตของจีนน่าจะชะลอตัวลงในระยะ 2 ปีข้างหน้านี้

แม้ทางการจีนจะออกมายืนยันแล้วว่าจีนจะลดการพึ่งพาการส่งออกให้น้อยลง และผลักดันให้มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ปีเตอร์ เฮิร์ต นายหน้าจากสเตอร์ลิง อินเตอร์เนชันแนล จากลอนดอน เกรงว่าจีนอาจจะตกที่นั่งลำบากจากการปรับเปลี่ยนมาตรการได้ โดย เฮิร์ต มองว่า แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีกำลังซื้อมากเพียงพอ

เมื่อพิจารณาในด้านปัจจัยด้านความมั่นคงทางการเมือง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต่างเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับกลุ่มผู้เรียกร้องเสรีภาพภายในประเทศได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่มีเพียง 1% เท่านั้น ที่คาดว่าอาจจะมีเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน 1 ปีข้างหน้านี้ ยิ่งไปกว่านั้น 60% ต่างชื่นชมต่อนโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ที่สามารถรับมือกับนโยบายทางเศรษฐกิจของทางตะวันตกได้อย่างดีเยี่ยม

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI