
โอบามา แย้มประเด็นแถลงประจำปี ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สร้างศักยภาพการแข่งขันมะกัน
โอบามา เตรียมแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา ชูประเด็นเศรษฐกิจเป็นที่หนึ่ง เร่งกระตุ้นการสร้างงานผ่านการเจาะตลาดโลก เพื่อหนุนภาคส่งออกสหรัฐ
โอบามา เตรียมแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา ชูประเด็นเศรษฐกิจเป็นที่หนึ่ง เร่งกระตุ้นการสร้างงานผ่านการเจาะตลาดโลก เพื่อหนุนภาคส่งออกสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โอบามา เตรียมแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา ชูประเด็นเศรษฐกิจเป็นที่หนึ่ง เร่งกระตุ้นการสร้างงานผ่านการเจาะตลาดโลก เพื่อหนุนภาคส่งออกสหรัฐ
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ แถลงในรายการวิทยุถึงประชาชนรายสัปดาห์ ให้คำมั่นสัญญาที่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเปิดตลาดโลกเพื่อรองรับสินค้าจากสหรัฐ และการค้าที่ขยายตัวอย่างคึกคัก จะช่วยสร้างงาน และลดภาวะว่างงานที่ขณะนี้อยู่ในระดับสูงถึง 9.4%
“หากเราจริงจังกับการต่อสู้เพื่อตลาดงานและธุรกิจของชาวสหรัฐ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะสามารถทำได้ คือการเปิดตลาดทั่วทุกมุมโลก เพื่อรองรับสินค้าจากสหรัฐ” โอบามา กล่าว
โอบามา กล่าวว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐไปยังจีน มูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท) ต่อปี คือแหล่งของการจ้างงานที่สำคัญภายในประเทศ
นอกจากนี้ โอบามายังชี้ให้เห็นถึงประโยชน์จากการบรรลุข้อตกลงด้านการค้ามูลค่า 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) ระหว่างที่ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา แห่งจีน เดินทางเยือนสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการบรรลุข้อตกลงระหว่างภาคธุรกิจสหรัฐและอินเดีย ระหว่างที่โอบามาเดินทางเยือนนครมุมไบเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโอบามาและประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่นๆ จะไม่เปิดเผยประเด็นของแถลงการณ์ประจำปีต่อรัฐสภา หรือ State of Union ทว่าแถลงการณ์ผ่านรายงานวิทยุและวิดีโอที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โอบามากลับเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเด็นเศรษฐกิจจะเป็นหัวข้อหลักของแถลงการณ์ประจำปีที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ม.ค.นี้ตามเวลาท้องถิ่น นอกจากนี้จะส่งเสริมการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ สำหรับตอบสนองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ลดระดับหนี้สาธารณะ และให้คำมั่นสัญญาที่จะทำงานร่วมกับพรรครีพับลิกันเพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
“ผมจะเน้นหนักที่การสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบเศรษฐกิจจะทำงานเพื่อเราทุกคน เพื่อครอบครัวชาวสหรัฐทุกครอบครัว” โอบามากล่าว พร้อมย้ำว่า เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากกว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และเริ่มขยายตัวอีกครั้ง แม้จะอยู่ในระดับที่เชื่องช้า ส่วนตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมา เช่นเดียวกับผลประกอบการของภาคธุรกิจ ยกเว้นเพียงภาวะว่างงานที่ยังอยู่ในระดับที่รุนแรง
คาดว่าในวันแถลงการณ์ โอบามาจะส่งสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย จากเดิมที่เน้นการสร้างเสถียรภาพในตลาดงานในระยะสั้น มาเป็นนโยบายระยะยาว เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับการแย้มท่าทีของโอบามาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถลงการณ์ระหว่างการเยือนรัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งโอบามาระบุว่า การเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันของสหรัฐจะต้องลงทุนเพื่อยกระดับความรู้ของแรงงาน และเน้นหนักกับนวัตกรรมจากการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยี รวมถึงปรับปรุงสาธารณูปโภคทุกประเภท
ทั้งนี้ โอบามาพยายามใช้ประเด็นการส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อแสวงหาการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งที่ผ่านมาพรรครีพับลิกันสนับสนุนการทำข้อตกลงการค้ากับนานาประเทศ รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ดังที่โอบามาได้เปิดเผยไว้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเอ่ยถึงในแถลงการณ์ประจำปี ในฐานะนโยบายหลักของรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ วุฒิสมาชิก มิตช์ แมคคอร์แนล ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากรีพับลิกัน กล่าวเรียกร้องให้สมาชิกร่วมพรรคตอบสนองต่อแถลงการณ์ของโอบามา หากแถลงการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของพรรค
นักวิเคราะห์คาดว่า การที่โอบามาชูประเด็นเศรษฐกิจในแถลงการณ์ประจำปี และพยายามประนีประนอมกับพรรครีพับลิกัน เนื่องจากต้องวางแผนการเพื่อเตรียมรับกับการรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีเอาไว้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2555
จากผลสำรวจความเห็นของสำนักข่าวเอพี พบว่า กว่า 50% ของชาวอเมริกันไม่พอใจกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลโอบามา และมีเพียง 35% เท่านั้นที่ให้การยอมรับ ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 3 ใน 4 ระบุว่า การคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านบวกในระบบเศรษฐกิจภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปีในตำแหน่ง ถือเป็นความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ด้วยว่า แถลงการณ์ของโอบามาอาจใช้กลวิธีเดียวกับที่อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน เคยใช้เมื่อครั้งแถลงต่อสภาเมื่อปี 2538 ซึ่งครั้งนั้นคลินตันตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับโอบามา กล่าวคือ พรรคเดโมแครตต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสระหว่างดำรงตำแหน่งมาได้ 2 ปี หรือการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งในเวลาต่อมาคลินตันสามารถยืนหยัดในตำแหน่งได้เป็นสมัยที่ 2
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจาก กัลลัพ พบว่า แถลงการณ์ประจำปีของประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมามักจะไม่ช่วยยกระดับความนิยมในทางบวกของประธานาธิบดีผู้นั้น







