
เจ้าตำรับส่าหรีระทมของก๊อบจีนบุกตลาด
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ คงไม่มีกำแพงใดที่จะแข็งแกร่งพอสำหรับต้านทาน “สินค้าเลียนแบบ” ได้ดีไปกว่าพลังของคนในสังคม ที่จะร่วมแรงร่วมใจกัน...
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ คงไม่มีกำแพงใดที่จะแข็งแกร่งพอสำหรับต้านทาน “สินค้าเลียนแบบ” ได้ดีไปกว่าพลังของคนในสังคม ที่จะร่วมแรงร่วมใจกัน...
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่าง “เมืองพาราณสี” ของอินเดีย อาศัยฝีมือการทอผ้าที่หาตัวจับยาก รังสรรค์ผลงานทรงคุณค่าอย่าง “ส่าหรี” หรือเครื่องแต่งกายประจำชาติของอินเดียให้สาวๆ แดนภารตได้สวมใส่อย่างภาคภูมิใจ
แต่ทว่ามรดกทางวัฒนธรรมชวนตะลึงนี้ กำลังจะค่อยเลือนหายไปจากแดนภารต เมื่อราชานักก๊อบปี้อย่าง “มังกรจีน” หันมารุกตลาดส่าหรี ด้วยการผลิตส่าหรีเลียนแบบ แถมพ่วงจุดขายเพื่อตีตลาดท้องถิ่น ด้วยการสนนราคาขายแบบถูกแสนถูก
เอเอฟพี รายงานว่า หัตถกรรมท้องถิ่นอันโด่งดังในเมืองพาราณสีกำลังจะสูญหายในไม่ช้า ภายหลังจากที่พญามังกรแห่งเอเชียหันมาเจาะตลาดส่าหรีด้วยการทำสินค้าเลียนแบบเกรดเอ ชนิดที่มองด้วยตาเปล่าแทบแยกไม่ออกถึงความแตกต่างว่าผืนไหนของแท้หรือผืนไหนของก๊อบปี้
ปรากฏการณ์ “ของเทียมระบาด” นี้เอง กำลังทำให้ชาวบ้านในเมืองพาราณสีแทบกระอัก บางรายต้องยอมหันหลังให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น หันไปขายแรงงานเพื่อแลกกับเงิน
บาดรูดดิน อันซารี ช่างทอผ้า ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในช่างทอไม่กี่คนที่ยังปักหลักอยู่ในธุรกิจนี้ กล่าวว่า อดีตเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ของเขาหันไปขายแรงงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแทนการทอผ้า ในจำนวนนี้บ้างก็ไปรับจ้างขายผัก เปิดร้านน้ำชา หรือไม่ก็ไปรับจ้างลากรถโดยสาร
“เมื่อคนเราสูญเสียบ้านและอาชีพ พวกเขาจะไปทำอะไรได้” อันซารีย้อนถามด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
“ผมหวังว่าศิลปะในการสังสรรค์ชุดส่าหรีจะอยู่รอด รัฐบาลต้องห้ามให้มีการนำเข้าส่าหรี หรือไม่ก็ต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันอุตสาหกรรมในประเทศ”
ชุดผ้าไหมส่าหรีบาราณสี ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อเมืองบาทาราส ชื่อเดิมของเมืองพาราณสีนี้ เป็นที่เลื่องลือในด้านฝีมือการเย็บปักถักร้อย โดยในปัจจุบันหัตถกรรมดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของเจ้าสาวชาวอินเดียตอนเหนือ สำหรับใช้สวมใส่ในวันสำคัญของชีวิต (วันแต่งงาน) แม้ว่าชุดส่าหรีเมดอินไชนาจะเริ่มแพร่ระบาดเข้ามาในอินเดียอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม
แต่นั่นก็อาจไม่ใช่เกราะป้องกันหัตถกรรมท้องถิ่นที่แข็งแกร่งพอ
รัชนี กานต์ ผู้อำนวยการสมาคมสวัสดิการมนุษย์ กลุ่มไม่แสวงหากำไร ซึ่งทำงานร่วมกับช่างทอผ้าในเมืองพาราณสีมาตั้งแต่ปี 1993 กล่าวว่า ทางกลุ่มเริ่มเล็งเห็นถึงผลข้างเคียงจากการนำเข้าส่าหรีเมดอินไชนาแล้ว
“ผมขอยกตัวอย่างช่างทอผ้าวัย 55 ปีรายหนึ่ง ซึ่งผมรู้มาว่าเขาเริ่มทอผ้ามาตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ในที่สุดเขาตัดสินใจหันหลังให้กับหูกทอผ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อมาสวมบทกรรมกรขายแรงงาน นี่ยังไม่นับรวมเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกนับแสนคนที่เป็นเหมือนอย่างแก” กานต์เล่า
นอกจากนี้ ตามคำบอกเล่าของกานต์ ยังระบุด้วยว่าหัตถกรรมงานฝีมือกว่า 60% ในเมืองพาราณสีได้ล่มสลายไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2003
ยิ่งกว่านั้น ตามรายงานเมื่อปี 2007 ยังพบว่าชะตากรรมที่ช่างทอส่าหรีในเมืองพาราณสีต้องประสบนั้นปะทุขึ้นมาถึงขีดสุด ถึงขั้นที่ช่างทอบางรายต้องขายเลือดเพื่อประทังชีวิต เมื่อส่าหรีเมดอินไชนาที่ทำเลียนแบบเข้ามาตีตลาดในอินเดีย ด้วยการสนนในราคาถูกกว่าของแท้ ออริจินัลเกือบเท่าตัว
รายงานระบุว่า ส่าหรีก๊อบปี้เกรดเอของจีนสนนราคาอยู่ที่ผืนละ 2,500 รูปี (ราว 1,684 บาท) ขณะที่ส่าหรีของแท้ฝีมือประณีตสูตรดั้งเดิม สนนราคาอยู่ที่อย่างต่ำผืนละ 4,000 รูปี (ราว 2,695 บาท)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ ระบุว่า แม้ทางการอินเดียจะมีการนำเข้าส่าหรีที่ตีตราเมดอินไชนาในปริมาณน้อยก็ตาม แต่ส่าหรีเมดอินไชนาเหล่านี้ก็ยังสามารถไหลทะลักเข้ามาได้ เพราะอาศัยเทคนิคใต้ดิน ด้วยการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายโดยผ่านทางประเทศเนปาล ยิ่งกว่านั้นยังอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายด้วยการนำเข้ามาในรูปแบบของผ้าชิ้นที่ยังไม่ได้ตัดเย็บ แทนการนำเข้าส่าหรีที่ตัดเป็นชุดเรียบร้อยแล้ว
“มันช่างน่าสงสัยว่า เหตุใดส่าหรีเลียนแบบเหล่านี้ถึงยังสามารถไหลทะลักเข้ามาในอินเดีย เป็นไปได้ว่าบรรดาผู้ประกอบการอาจนำเข้ามาในรูปแบบของผ้าชิ้น หรือผ้าไหมมัดใหญ่ ก่อนจะนำมาตัดเย็บเป็นชุดๆ เพื่อนำออกขาย” ริทู เซธิ หัวหน้าคลาฟต์ รีไววัล ทรัสต์ กลุ่มที่ไม่แสวงหากำไร กล่าว
ผู้ผลิตส่าหรีในเมืองพาราณสี กล่าวว่า โรงงานในจีนสามารถผลิตผ้าไหมออกมาได้คราวละมากๆ เพื่อส่งมาตีตลาดในอินเดีย เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้อินเดียจะมีการจัดเก็บภาษีป้องกันการทุ่มตลาดในอุตสาหกรรมผ้าไหม แต่ตัวเลขการนำเข้าผ้าไหมจากมังกรจีนกลับเพิ่มขึ้นถึง 23% ในช่วงปี 2008-2009 และ 2009-2010 โดยมีมูลค่าการนำเข้าสูงถึงเกือบ 6,400 ล้านรูปี (ราว 4,300 ล้านบาท)
เอ เค ชูกลา รองผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมาธิการพัฒนาหัตถกรรมสิ่งทอของอินเดียในเมืองพาราณสีให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า การเรียกเก็บภาษีในอัตรา 14% สำหรับผ้าไหมนั้นยังต่ำเกินไป
“เราจำเป็นต้องมีการทบทวนในประเด็นนี้ใหม่”ซูกลา กล่าว
นอกจากนี้ บรรดาช่างทอส่าหรีและกลุ่มผู้สนับสนุนยังเห็นพ้องว่า การที่รัฐบาลอินเดียจะหาทางปกป้องหัตถกรรมส่าหรีในเมืองพาราณสีที่โด่งดัง ด้วยการออกสิทธิบัตรตั้งแต่เมื่อปี 2009 แต่ในมาตรการดังกล่าวกลับแทบไม่ได้ผลอะไรเลย
“เราเข้าใจในเจตนาดีของรัฐบาล แต่การดำเนินการเพื่อปกป้องผู้ผลิตส่าหรีควรจริงจังมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยจับกุมผู้ต้องหาสักรายที่ตัดเย็บหรือขายส่าหรีเลียนแบบ พร้อมแอบอ้างว่าเป็นส่าหรีฝีมือดีของแท้” เซธิ กล่าว
ผู้ผลิตส่าหรีส่วนใหญ่ยอมรับว่า ลูกค้าส่วนใหญ่แทบไม่ทราบเรื่องการออกใบรับรองคุณภาพส่าหรีที่ผลิตจากเมืองพาราณสีแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้นบ่อยครั้งที่ลูกค้าแยกไม่ออกระหว่างส่าหรีที่นำเข้า และส่าหรีที่ผลิตในเมืองพาราณสี
อันซารี ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจทอผ้าส่าหรีร่วมกับช่างทออีก 400 คน เปิดใจว่า เจ้าตัวคงไม่สามารถทำนายได้ว่า จะอยู่ในธุรกิจนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็จะพยายามรักษาธุรกิจนี้ไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“เราไม่สามารถขึ้นอยู่กับจีนได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง” อันซารี กล่าวทิ้งท้าย
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ คงไม่มีกำแพงใดที่จะแข็งแกร่งพอสำหรับต้านทาน “สินค้าเลียนแบบ” ได้ดีไปกว่าพลังของคนในสังคม ที่จะร่วมแรงร่วมใจแสดงความรัก และความห่วงแหนที่มีต่อภูมิปัญญาในท้องถิ่นที่สืบทอดมานานหลายร้อยปีให้คงอยู่สืบไป
เพราะหากแม้แต่คนในสังคมยังไม่เห็นคุณค่า แล้วใครเล่าจะชายตามาเหลียวแล







