posttoday
UN ชี้น้ำเหนือเขื่อนลดลง1 ใน 4 ทั่วโลก ภายในปี 2050

UN ชี้น้ำเหนือเขื่อนลดลง1 ใน 4 ทั่วโลก ภายในปี 2050

15 มกราคม 2566

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติรายงานว่า ภายในปี 2050 เขื่อนขนาดใหญ่เกือบ 50,000 แห่งทั่วโลก อาจสูญเสียความจุไปราว 1 ใน 4 อันเป็นผลจากการสะสมตัวของตะกอน ซึ่งอาจทำลายความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานของโลก

คาดว่าภายในปี 2050 ความจุเขื่อนจะลดลงจาก 6 ล้านล้านลบ.ม เหลือเพียง 4.655 ล้านล้านลบ.ม. โดยมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ต้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาและปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน

ความจุเขื่อนที่ลดลงเกิดจากตะกอนสะสมเมื่อการไหลของน้ำตามธรรมชาติเกิดหยุดชะงัก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อกังหันไฟฟ้าพลังน้ำ และทำให้การผลิตไฟฟ้าลดลง นอกจากนี้ตะกอนที่ขวางการไหลของน้ำ ยังส่งผลต่อพื้นที่ต้นน้ำว่าจะเกิดน้ำท่วมบ่อยขึ้น และกัดเซาะที่อยู่บริเวณท้ายน้ำ

สหประชาชาติศึกษาข้อมูลเขื่อนมากกว่า 47,000 แห่งใน 150 ประเทศและระบุว่าในขณะนี้ ราวร้อยละ 16 ของเขื่อนได้สูญเสียความจุเดิมไปแล้ว และคาดว่าภายในปี 2050 สหรัฐฯจะสูญเสียความจุราว 34% ขณะที่บราซิลคาด่าจะสูญเสียราว 23% อินเดีย 26% และจีน 20%

Vladimir Smakhtin ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ และหนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า การสร้างเขื่อนทั่วโลกลดลงเป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนประมาณ 50 แห่งต่อปี ขณะที่ช่วงกลางศตวรรษที่แล้วเกิดขึ้นราว 1,000 แห่ง

        นอกจากนี้เขายังระบุว่า เมื่อการสร้างเขื่อนลดลง คำถามที่ต้องเกิดขึ้นตอนนี้คือทางเลือกอื่นที่จะมาทดแทนมีอะไรบ้าง ซึ่งรวมถึงการผลิตไฟฟ้า

       จีนยังคงสร้างเขื่อนในแม่น้ำสายหลัก โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นส่วนสำคัญของแผนการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่โครงการต่างๆ อย่าง Three Gorges ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

        เขื่อนที่จีนสร้างขึ้นกั้นแม่น้ำโขงยังขัดขวางการไหลของตะกอนลงสู่ประเทศท้ายน้ำ ทั้งยังส่งผลให้ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงและสร้างปัญหาต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรหลายล้านคน 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน