
สหภาพยุโรป (European Union) เล็งเก็บภาษีทำลายป่า
รัฐสภาและสหภาพยุโรปเล็งกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของตนรวมถึงขั้นตอนการผลิตโดยรวมในห่วงโซ่อุปทานไม่ได้เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า มิเช่นนั้นจะต้องเสียค่าปรับ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
Virginijus Sinkevicius คณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป กล่าวว่า อียูกำลังแสดงความรับผิดชอบต่อรูปแบบการบริโภค (Consumption Pattern) พร้อมเสริมว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็น “การเปลี่ยนแปลง” ในการช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก
ขณะที่ Christophe Hansen ผู้นำในการเจรจาต่อรองแห่งรัฐสภากล่าวว่า ขณะนี้สหภาพยุโรปมีส่วนรับผิดชอบต่อการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกเพื่อบริโภคผลผลิตบางชนิดประมาณ 10%
การตัดไม้ทำลายป่าเป็นตัวการสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change.) สหภาพยุโรปหวังว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยเสริมจุดยืนในการประชุม COP15 ของสหประชาชาติให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ขณะที่อีก 200 ประเทศ กำลังมุ่งแสวงหาข้อตกลงระดับชาติเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
กฎหมายดังกล่าวจะมีการบังคับใช้กับสินค้าประเภทถั่วเหลือง เนื้อวัว น้ำมันปาล์ม ไม้ โกโก้และกาแฟ และผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้บางอย่างเช่น เครื่องหนัง ช็อคโกแล็ต และเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรปกำลังเล็งเพิ่มสินค้าประเภทยางและข้าวโพดเข้าไปด้วย
คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายแห่งอียู เสนอว่า 12 เดือนหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ บริษัทขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าในตลาดของสหภาพยุโรปจะต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เพาะปลูกผลผลิตบนพื้นที่ที่ผืนป่าถูกทำลายไปหลังจากปี 2020 ขณะที่บริษัทขนาดเล็กจะต้องปฏิบัติตามหลังบังคับใช้ไป 24 เดือน
รวมถึงต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะเพื่อชี้ให้เห็นว่าสินค้าถูกผลิตขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ และข้อมูลต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการตัดไม้ทำลายป่ามาจริงๆ หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตาม บริษัทนั้นๆจะต้องถูกปรับร้อยละ 4 ของผลประกอบการ
บางประเทศเช่นบราซิล อินโดนีเซีย โคลอมเบีย และมาเลเซีย วิพากษ์วิจารณ์แผนของสหภาพยุโรป และชี้ว่าสร้างภาระรวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปบางคนกล่าวว่าร่างนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของข้อตกลงหรือไม่







