posttoday
ราคาอาหารแพงรุมทั่วโลก ตลาดเกิดใหม่กระอักสุด

ราคาอาหารแพงรุมทั่วโลก ตลาดเกิดใหม่กระอักสุด

09 มกราคม 2554

โพสต์ทูเดย์ — ตลาดเกิดใหม่อ่วม ราคาสินค้าพุ่ง เงินเฟ้อรุนแรง บางประเทศขยับสูงสุดในรอบหลายปี ยังผลให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสังคม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงกำลังคุกคามตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศ BRIC ที่ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน และถือเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก ยังผลให้ประเทศเหล่านี้ต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในจีนที่สูงถึง 5% อินเดียที่สูงถึง 18% และบราซิลที่ 5.9% เมื่อปีที่แล้ว

ภาวะเงินเฟ้อในประเทศเหล่านี้ยังผลให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และบางประเทศจำต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดเข้าสกัดกั้น โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียสั่งห้ามส่งออกหัวหอม ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบอาหารหลักของประเทศ ขณะที่รัสเซียสั่งห้ามส่งออกข้าวสาลี หลังจากที่เผชิญกับภาวะแห้งแล้งและอัคคีภัยทั่วประเทศ ส่วนจีนประกาศใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าประเภทอาหารที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันปรุงอาหาร

ล่าสุด รัฐบาลปากีสถานสั่งห้ามส่งออกหัวหอมไปยังอินเดีย เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนรุนแรงในประเทศ จนยังผลให้ราคาหัวหอมในปากีสถานพุ่งขึ้นมาถึง 2 เท่าตัว ส่วนรัฐบาลอินเดียเรียกร้องให้รัฐบาลปากีสถานยุติมาตรการห้ามส่งออกหัวหอม หลังจากที่ราคาหัวหอมในอินเดียพุ่งขึ้นมาถึง 23% ในช่วงเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ขณะที่ผู้ค้าผักในภาคเหนือของอินเดียตอบโต้ปากีสถานด้วยการระงับการส่งออกผักไปยังประเทศดังกล่าว ยังผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่สั่นคลอนอยู่แล้ว ต้องเลวร้ายลงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาอาหารในอินเดียยิ่งเลวร้ายหนัก เพราะแม้แต่ราคาผลไม้ยังพุ่งสูงขึ้นจนไม่อาจซื้อหามาบริโภคได้อย่างสะดวก

“การซื้อหาผลไม้กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับหลายๆ คน ผู้ซื้อมักใช้จ่ายเงินซื้อผักเป็นอาหารค่ำ แทนที่จะซื้อกล้วย มะละกอ ส้ม หรือแตง สำหรับคนจนการซื้อผลไม้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เราจึงต้องสั่งผลไม้มาขายน้อยลงเพื่อป้องกันการสูญเสีย แต่เรายังรู้สึกโชคไม่ดีอยู่ดี” บิฮารี ลัล ผู้ค้าผลไม้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์

รัฐบาลจีนได้นำมาตรการต่างๆ มาใช้ชะลอราคาสินค้าที่เพิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาอาหารที่ปรับขึ้นมาถึง 11.7% เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งมาตรการที่นำมาใช้ รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย การปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นเล็กน้อย การสั่งให้ธนาคารควบคุมระดับการปล่อยเงินกู้ การควบคุมราคาสินค้าโดยตรง รวมถึงการกักตุนสินค้าอาหารเพื่อเก็งกำไร

ด้านสถานการณ์ของบราซิลเริ่มเลวร้ายลงเช่นกัน หลังจากรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า อัตราเงินเฟ้อเมื่อปีที่แล้วพุ่งขึ้นมาถึง 5.9% ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี และยังผลให้ธนาคารกลางบราซิลอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อ ทว่าการทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ กระนั้นบราซิลยังนับว่าห่างไกลจากภาวะอภิมหาเงินเฟ้อ หรือ Hyperinflation ที่เคยประสบมาในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ซึ่งครั้งนั้นราคาอาหารสูงจนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้อและราคาอาหารแพงในตลาดเกิดใหม่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ยังผลให้ในปีนี้ภาวะเงินเฟ้อถือเป็นภัยเสี่ยงที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลให้นานาประเทศต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ผู้นำประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศยังกล่าวโทษการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อัดฉีดทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระลอกล่าสุดถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลดค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในกลุ่มหลักทรัพย์

สำหรับตลาดเกิดใหม่ประเทศอื่นๆ เผชิญกับราคาสินค้าประเภทอาหารที่ถีบตัวสูงขึ้นเช่นกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศในละตินอเมริกาอย่างเปรู ที่เพิ่งตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ ขณะที่เม็กซิโกพบกับอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.4%

เช่นเดียวกับในเอเชีย เกาหลีใต้เตรียมเผยมาตรการสกัดกั้นราคาสินค้าแพงในสัปดาห์หน้า ส่วนภาวะเงินเฟ้อของอินโดนีเซียพุ่งขึ้นมาถึง 7% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 20 เดือน และปรับขึ้นมาถึง 4 เท่า ในช่วงเวลา 6 เดือน อีกทั้งยังเกินเป้าที่ธนาคารกลางได้ตั้งไว้ที่ 46% ทว่ายังไม่มีการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่ที่อินโดนีเซียฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาเมื่อปี 2552

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI