
พลังชนชั้นกลาง
ปีเถาะ 2011 นี้ เริ่มต้นปีกันมาได้ไม่เลวนักค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค้าปลีกในสหรัฐช่วงปลายปีที่พุ่งสูง การว่างงานที่ลดลงในรอบกว่า 2 ปี หรืออย่างที่ไทย ตลาดหุ้นก็เปิดตลาดรับปีใหม่กันได้สวย
ปีเถาะ 2011 นี้ เริ่มต้นปีกันมาได้ไม่เลวนักค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค้าปลีกในสหรัฐช่วงปลายปีที่พุ่งสูง การว่างงานที่ลดลงในรอบกว่า 2 ปี หรืออย่างที่ไทย ตลาดหุ้นก็เปิดตลาดรับปีใหม่กันได้สวย
โดย....นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปีเถาะ 2011 นี้ เริ่มต้นปีกันมาได้ไม่เลวนักค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค้าปลีกในสหรัฐช่วงปลายปีที่พุ่งสูง การว่างงานที่ลดลงในรอบกว่า 2 ปี หรืออย่างที่ไทย ตลาดหุ้นก็เปิดตลาดรับปีใหม่กันได้สวย
แม้หลายคนจะรู้ดีว่าปีนี้ยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่นักธุรกิจหรือคนค้าขายพอจะทำได้และต้องทำ คือต้องหาโอกาสให้ได้เสมอ
เราพูดถึงเรื่องเงินเฟ้อ ฟองสบู่สินทรัพย์ และการขึ้นดอกเบี้ยในจีนกันมาไม่น้อย วันนี้เราจะไปดูแง่มุมของโอกาสในจีน กับพลังของชนชั้นกลางที่ขยับสูงขึ้นอย่างน่าตกใจกันค่ะ
ต้องยอมรับว่าจีนยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ความรวยกระจายไปไม่ทั่วฟ้า ตัวเลขที่น่าสนใจในไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ในปี 2010 คนยากจนในจีนมีสัดส่วนสูงถึง 93 ล้านครัวเรือน เมื่อเทียบกับคนรวยที่มีเพียง 1 ล้านครัวเรือน ชนชั้นกลาง 48 ล้านครัวเรือน และว่าที่ชนชั้นกลาง (Emerging Middle) อีก 61 ล้านครัวเรือน
เพราะต้องไม่ลืมว่าจีนไม่ได้มีเพียงกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ หรือเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและพื้นที่แห้งแล้งอีกเป็นจำนวนมาก
แต่จากการคาดการณ์ภายในปี 2020 หรือเกือบ 10 ปีข้างหน้านี้ คนยากจนจะลดลงเหลือเพียง 62 ล้านครัวเรือน และเพิ่มสัดส่วนคนรวยเป็น 12 ล้านครัวเรือนชนชั้นกลาง 134 ล้านครัวเรือน และว่าที่ชนชั้นกลางอีก 66 ล้านครัวเรือน
เป็นการขยับขึ้นอย่างพรวดพราด ขณะเดียวกันก็บ่งชี้ได้เป็นอย่างดีถึงโอกาสทางธุรกิจจากสังคมชนชั้นกลางในจีน ที่ไม่ใช่แค่ 1 ปี 3 ปี แต่ยาวนานถึง 10 ปี และอาจมากกว่านั้น
และประเทศตลาดเกิดใหม่ในแถบนี้ก็ไม่ได้มีเพียงจีนชาติเดียว แต่ยังรวมไปถึงอินโดนีเซียและเวียดนามที่ต่างก็สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของชนชั้นกลางได้เป็นอย่างดี
จากที่วิถีชีวิตของคนมักหาซื้อของกันตามตลาดสดเป็นส่วนใหญ่ วันนี้ชาวเวียดนามเริ่มคุ้นเคยกับซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตกันเป็นอย่างดีแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ห้างใหญ่อย่างบิ๊กซีจะทยอยเปิดสาขากันทั่วเวียดนาม ทั้งในดานัง ไฮฟอง และด่งนาย และทำให้ยอดค้าปลีกในปี 2009 พุ่งไปเกือบ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อเหล่านี้ไม่ได้ต้องการแค่ปัจจัย 4 ธรรมดา แต่ยังรวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม การบริการ รถยนต์ การท่องเที่ยว และอื่นๆ อีกสารพัดเท่าที่เงินจะซื้อหาได้ หรือมีคนมาปูเสื่อขายให้
ถือเป็นข่าวด้านบวกและการชี้ช่องเล็กๆ ของโอกาสให้ได้เห็น ไม่ให้ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มาทำลายบรรยากาศการค้าการลงทุนของปีเถาะ 2011 กันค่ะ







