
ทิศทางหยวน
เป็นที่น่าสนใจครับว่า ในปี 2011 นี้ ทิศทางของค่าเงินหยวน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า เรนมินปี จะเป็นไปในรูปแบบใด ก็เกิดการคาดการณ์กันต่างๆนานา ว่าปีนี้หยวนจะแข็งขึ้นอีกแน่นอน
เป็นที่น่าสนใจครับว่า ในปี 2011 นี้ ทิศทางของค่าเงินหยวน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า เรนมินปี จะเป็นไปในรูปแบบใด ก็เกิดการคาดการณ์กันต่างๆนานา ว่าปีนี้หยวนจะแข็งขึ้นอีกแน่นอน
เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่รัฐบาลจีนเริ่มประกาศว่าจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นบ้าง ในเดือน มี.ค. ค่าเงินหยวนก็ปรับขึ้นมาทีละเล็กละน้อย และเมื่อถึงสิ้นปีค่าเงินหยวนก็ปรับขึ้นโดยรวม 6.6% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการปรับขึ้นที่มากที่สุดครั้งแรกในรอบ 17 ปีทีเดียวครับ
แล้วปีนี้หยวนจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าจะต้องแข็งค่าขึ้นอยู่แล้วตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการลดแรงกดดันจากฝั่งโลกตะวันตก แต่การจะปรับขึ้นเท่าไหร่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานการคาดการณ์ของนายเย็นปิงโฮ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การแปรเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศในเอเชียของ เจ.พี. มอร์แกน เชส ที่ได้คาดการณ์ไว้อย่างน่าสนใจครับว่าปีนี้หยวนน่าจะปรับขึ้นมาอีกราวๆ 4.66.3%
ในช่วงครึ่งปีแรกนั้น หยวนจะเผิชญกับแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศของมังกรจีนที่พุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและน่ากลัว เป็นเหตุให้ธนาคารกลางของจีนต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2011 นี้ ค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นมาอย่างหวือหวาไม่ใช่น้อย
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความประสงค์ที่รัฐบาลจีนชอบใจเท่าไหร่นัก แม้ว่ายังต้องการให้หยวนแข็งค่าขึ้น แต่ก็ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ขึ้นแบบพรวดพราด ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้การแข็งค่าของเงินหยวนอาจจะชะลอดีกรีความร้อยแรงลง ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับครึ่งปีแรกที่ค่าเงินหยวนขึ้นแบบรุนแรงมากจนเกินไป
ผมยังมีความเชื่อว่าจีนเองก็ไม่มีความต้องการที่จะให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าอะไรขึ้นมามากมายนัก เพราะเห็นได้จากที่รัฐบาลจีนยังคงรักษาอำนาจใจการกำหนดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนอยู่เช่นเดิม ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่อย่างใดตามที่นักลงทุนตะวันตกต้องการ
แต่จีนเองก็ต้องปล่อยให้หยวนแข็งแกร่งขึ้นมาบ้างเพื่อลดแรงกดดันจากโลกตะวันตก และเพื่อส่งเสริมพลังการใช้จ่ายของชาวจีนเอง ทั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจจีนในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะไร้สมดุลอย่างที่สุด สาเหตุเพราะแรงขับเคลื่อนหลักเทไปที่การส่งออกเพียงอย่างเดียว ขณะที่พลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นยังไม่มีน้ำหนักมากนัก
แต่เหนืออื่นใด ที่รัฐบาลจีนย้ำนักย้ำหนามาตลอดก็คือ การส่งออก และภาคการผลิตของประเทศจะยังคงเป็นพระเอกของจีนอีกต่อไป ดังนั้นในปีนี้เดาทิศทางหยวนไม่ยาก แข็งบ้างเล็กน้อย ไม่มาก และพองามตามแบบฉบับจีนครับ







