
สัญญาณดีๆ
เมื่อวานนี้ กล่าวถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไป ว่าปีเถาะนี้มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะแข็งตัวขึ้นมาบ้างเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก เช่น เงินเยน และยูโร
เมื่อวานนี้ กล่าวถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไป ว่าปีเถาะนี้มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะแข็งตัวขึ้นมาบ้างเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก เช่น เงินเยน และยูโร
วันนี้ พอดิบพอดีครับ นิตยสารฟอร์จูน รายงานบทความ 4 สัญญาณดีในสหรัฐที่บ่งบอกได้ว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าประชาชนเดินดินจะยังไม่สามารถรู้สึกถึงสัญญาณดีเหล่านั้นได้โดยตรงก็ตาม
สัญญาณแรก คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากที่ผมเรียนไปแล้วเมื่อวานนี้ ฟอร์จูนยังบอกด้วยว่าในระบบเศรษฐกิจสหรัฐนั้น ตลอดปี 2010 มีปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐหมุนเวียนอยู่ในระบบเพิ่มขึ้นราว 2% ทั้งในรูปของเช็คเดินทาง บัญชีเงินฝาก และอื่นๆ อีกมากมาย ความคล่องตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นเริ่มมีมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้าครับ
สัญญาณที่สอง คือ ปีที่ผ่านมานั้นคนอเมริกันทำงานเฉลี่ยชั่วโมงมากขึ้น เฉลี่ยทำงานอยู่ที่ 34.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อปี 2009 ที่ 33.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สัญญาณนี้บ่งบอกว่าคนเริ่มมีงานทำมากขึ้น การตัดชดชั่วโมงการทำงานของนายจ้างนั้นเริ่มลดน้อยลง เป็นสัญญาณดีต่อภาคแรงงาน และการจ้างงานครับ
สัญญาณที่สาม บริษัทเอกชนเริ่มใช้จ่ายกันมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าสำนักงาน ทั้งคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสาร
ถือว่าเป็นสัญญาณดีเพราะอย่างน้อยในด้านหนึ่งเอกชนเริ่มกล้าควักเงินมาลงทุนกันบ้าง และอีกด้านหนึ่งก็คือ การใช้จ่ายของเอกชนเหล่านี้ ก็ช่วยผลักดันปริมาณการใช้จ่ายในภาครวมของประเทศมากขึ้น อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐครับ
สัญญาณสุดท้าย คือ ตลาดหลักทรัพย์ครับ ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐหลักทั้งสามตลาด คือ ดาวโจนส์ เอสแอนด์พี500 และแนสแด็กนั้น เป็นพระเอกในภาคเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2009 โน้น โดยหลังจากที่ดิ่งเหวไปตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 เมื่อ เลห์แมน บราเธอร์ส ล่มสลายนั้น เอสแอนด์พี500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นการเงินนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐก็ขึ้นเอาขึ้นเอามูลค่าเพิ่งไปถึง 85% แล้วครับ เฉพาะปี 2011 ดาวโจนส์ปรับขึ้นไป 11% เอสแอนด์พี500 ปรับขึ้นไป 13% และแนสแด็กปรับขึ้นไป 17%
นอกจากนั้นคาดว่าในปี 2011 นี้จะเป็นปีที่มีการปันผลกำไรกันในตลาดหุ้นอีกนับพันๆ ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
แต่กระนั้น ปัจจัยเสี่ยงสำหรับปี 2011 ก็ยังจะมีอยู่ต่อไปเช่นกัน และเป็นปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ เหมือนกับในปี 2010 นั่นก็คือ ตัวเลขการว่างงาน และการขยับตัวของเฟดในเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งทั่วโลกก็ยังเห็นว่าสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกต่อไปครับ







