
ปัจจัยเสี่ยง 2011 ยุโรปหนี้รุงรัง-สหรัฐติดหล่มศก.เอเชียไม่รุ่ง...!
เปิดคริสต์ศักราชใหม่ในปี 2011 นี้ เอเชียกำลังกลายเป็นภูมิภาคที่เนื้อหอมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้
เปิดคริสต์ศักราชใหม่ในปี 2011 นี้ เอเชียกำลังกลายเป็นภูมิภาคที่เนื้อหอมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เปิดคริสต์ศักราชใหม่ในปี 2011 นี้ เอเชียกำลังกลายเป็นภูมิภาคที่เนื้อหอมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ หลายฝ่ายเชื่อว่า ความเฟื่องฟูในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่เคยเป็นของสหรัฐ กำลังกระโจนโผเข้าใส่เอเชีย ความมั่นคงกำลังเบ่งบานทางตะวันออกแทนที่ตะวันตก
ทว่าบนหนทางใดๆ ก็ตาม จะมีแต่ด้านบวกเพียงด้านเดียวคงเป็นเรื่องเกินธรรมดา
ท่ามกลางความเจิดจรัสของเอเชีย ก็ยังคงมีปัจจัยในหลายๆ เรื่อง ที่เอเชียรวมทั้งประเทศไทยต้องพึงระวัง
ปัจจัยแรก และต้องยกให้เป็นประเด็นที่มีดีกรีความเป็นไปได้สูงสุด คือ วิกฤตหนี้ยุโรปที่ยังคงคาราคาซัง และเป็นปัญหาข้ามปี
เมื่อปี 2010 ถือเป็นปีที่สหภาพยุโรป (อียู) ต้องทำงานหนัก และสั่นคลอนมากที่สุด จากภาวะหนี้ที่ทั้งรุงรังและเรื้อรัง
ช่องว่างระหว่างตัวเลขงบประมาณรายจ่าย และรายได้ห่างกันจนเชื่อมต่อไม่ติด จนเป็นเหตุให้กรีซและไอร์แลนด์ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากอียูรวมกันแล้วมูลค่ากว่า 1.65 แสนล้านยูโร (ราว 5 ล้านล้านบาท) อีกทั้งประเทศอื่นๆ ต้องงัดวินัยทางการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมงบประมาณรายจ่าย แม้อังกฤษก็ยังต้องพลอยสะท้านไปด้วย
อียูพยายามทุกกระบวนท่าที่จะไม่ให้ประเทศใดก้าวย้ำซ้ำรอยเท้าของกรีซ และไอร์แลนด์อีก โดยเฉพาะสเปนและโปรตุเกส ที่เป็นอีกสองประเทศในกลุ่ม PIGS (Portugal, Ireland, Greece, Spain) หรือกลุ่มประเทศที่มีตัวเลขหนี้อ้วนพี และยอดตัวเลขหนี้กำลังก้าวประชิดเส้นตายเข้ามาทุกที
คาดการณ์ว่าโปรตุเกสที่มีภาระหนี้เกินกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะตบเท้าเข้ามาขอการช่วยเหลือจากอียูในช่วงต้นปี แม้หลายฝ่ายมองในแง่ดีว่า สเปน ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ในยุโรป ใหญ่เกินไปที่จะล้ม มองในทางกลับกัน สเปนอุ้มตัวเลขหนี้ไว้ถึง 60% ของจีดีพี และนั่นจะเป็นปัจจัยให้สเปนต้องล้มจริงๆ สเปนอาจจะใหญ่เกินไปที่อียูจะอุ้มด้วยเช่นกัน
คำถามที่มีการยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอก็คือ อียู ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะช่วยอุ้มภาระหนี้ของยุโรปต่อไปได้ไหวอีกกี่ประเทศ
ซ้ำร้ายในเดือน ก.พ.นี้ ไอร์แลนด์จะมีการเลือกตั้ง และถ้ามีความเป็นไปได้ว่า ฝ่ายค้านจะมีโอกาสสลับขั้วขึ้นเป็นรัฐบาล ซึ่งอีซีบีกังวลว่า อำนาจใหม่ภาคการธนาคารจะทำให้รัฐบาลไอร์แลนด์เดินหน้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และเปิดช่องให้พรรคฝ่ายค้านเลี่ยงการรับแผนช่วยเหลือ
ปี 2011 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ วิกฤตหนี้ยุโรปที่ตกอยู่ในภาวะไฟลามทุ่ง
ลำพังจะจ้องจับตาที่การแก้ไขปัญหาในยุโรปเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ สหรัฐ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่พร้อมจะหรี่แสงความสดใสของเอเชีย
ในปี 2010 ชัดเจนว่า ไม่ใช่ปีทองของผู้นำที่ชื่อ บารัก โอบามา แต่เป็นปีที่กระจุกไปด้วยปัญหาสารพัด ที่ไม่มีทีท่าว่า มนตร์ขลังของคำว่า “เปลี่ยน” จะขลังพอที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ลงได้
แม้ช่วงส่งท้ายปี ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐหลายๆ ตัวจะกระเตื้องขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขยอดขายอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังคงเป็นเรื่องบั่นทอนคะแนนนิยมของโอบามา อัตราการว่างงานของชาวอเมริกัน เรื่องที่กระทบสภาพความเป็นอยู่ของพลเมืองสหรัฐโดยตรง
กลไกอัตราดอกเบี้ย 0% และนโยบายอื่นๆ อีกเป็นกระพรวน ประสานกับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (Quantative Easing 2 : QE2) หรือการพิมพ์ธนบัตรมูลค่ากว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นเดือน พ.ย.
นโยบายดังกล่าวจะเป็นการทยอยซื้อพันธบัตรรัฐบาล ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2011 เพื่อกดให้ดอกเบี้ยสหรัฐต่ำอยู่ได้ในระยะยาว ทำให้เกิดสภาพคล่องของเงิน สนับสนุนการกู้ยืม เพื่อการลงทุนของบริษัทต่างๆ ส่วนนักลงทุนที่ขายพันธบัตรให้กับเฟดก็สามารถนำเงินที่ได้ไปซื้อสินทรัพย์อื่นๆ ผลักดันให้ราคาปรับตัวดีขึ้น ประชาชนก็รู้สึกถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น
ถ้าตัวเลขจีดีพีขยับไกวอยู่ที่ราว 3% ตามเป้าก็ถือเป็นการยกภูเขาออกจากอก และนำไปสู่การส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2011
ทว่าปัจจัยเสี่ยงอยู่ตรงที่ เมื่อ QE2 ไม่เป็นยาที่ช่วยรักษาโรคเรื้อรังได้ เฟดอาจจะมีทางเลือกน้อย จนกระทั่งต้องออกมาตรการ QE3 มาใช้
ลำพังเพียงแค่สหรัฐใช้นโยบาย QE2 เอเชีย รวมทั้งไทย ก็ต้องรับมือกับผลกระทบจากค่าเงินสหรัฐที่อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับค่าเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นอย่างสาหัส เงินทุนก็ยังคงทะลักเข้าเอเชียมากจนกลายเป็นปัญหา ต้องงัดสารพันมาตรการทั้งสกัดทุนร้อน และสะกดให้ค่าเงินอ่อนลด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดส่งออก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเอเชียเอง ที่พร้อมจะบั่นทอนความโชติช่วง โดยน้ำหนักของตัวแปรในแต่ละปัจจัยตกไปอยู่ที่ท่าที และทิศทางของจีนเป็นสำคัญ เนื่องจากอิทธิพลและความเฟื่องฟูของจีนที่กำลังแผ่กิ่งก้านไปทั่ว กำลังเพิ่มแรงกดดันที่จีนต้องแบกรับในหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หลักใหญ่ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องจากปี 2010 เช่นเดิม เมื่อสงครามค่าเงินของสองยักษ์อย่างสหรัฐ และจีนโรมรันฟาดฟันกันอย่างไม่ลดละ จนทำให้ประเทศน้อยใหญ่กระเจิงมาแล้วในปีที่ผ่านมา แม้ช่วง 23 เดือนส่งท้ายปี จะไม่มีทีท่าความร้อนแรงของปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาดังกล่าวจะหมดไป
ส่วนหนึ่งต้องคอยติดตามรายงานกระทรวงการคลังของสหรัฐว่าจะออกรายงานการสืบสวนเรื่องอัตราค่าเงินหยวน และผลกระทบที่มีต่อการค้าโลกออกมาอย่างไร เพราะรายงานฉบับดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อโจมตีนโยบายค่าเงินของจีนที่แม้จะขยับขึ้นมาบ้าง แต่เพียง 2.4% หลังมีการประกาศจะผ่อนปรนค่าเงินมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นปริมาณที่ยังไม่น่าพึงพอใจสำหรับสหรัฐ
รายงานฉบับดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงที่ปลุกความร้อนแรงเรื่องค่าเงินให้เดือดอีกหรือไม่ ถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
ขณะเดียวกัน จีนก็ต้องควบคุมภาวะเศรษฐกิจในประเทศตนเองไว้ให้มั่น จากปีนี้ที่เศรษฐกิจร้อนแรง ด้วยอัตราการขยายตัวกระโดดเข้าเลขสองหลักไปอยู่ที่ 10% แม้ข้อดีคือ การหนุนจีนผงาดในเวทีเศรษฐกิจอย่างภาคภูมิ แต่ก็เป็นเชื้อไฟที่เรียกเงินทุนจากนอกประเทศให้ไหลเข้าจนกลายเป็นภาวะฟองสบู่ บั่นทอนความยั่งยืนในปี 2011 ยังคงเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกและเอเชียยังมีจีนเป็นเสาหลัก ภาวะเงินเฟ้อ ฟองสบู่ของจีนจึงมีปัจจัยเสี่ยงอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตา
ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นสารพันปัจจัยเสี่ยงที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2011 และต้องช่วยกันเฝ้าเกาะความเคลื่อนไหว เพื่อให้ทุกก้าวของการเดินหน้าทางเศรษฐกิจของเอเชีย รวมทั้งไม่โซเซ สะดุด และตะกุกตะกักรุนแรง จนดับแสงและโอกาสปีทองของเอเชีย







