
จีนไม่สนกูเกิลขู่หัวทองอย่าท้ากม.เซ็นเซอร์
จีนออกโรงแก้ต่างนโยบายเซ็นเซอร์ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เตือนบริษัทต่างชาติอย่าท้าทาย ย้ำไม่มีเอี่ยวกลุ่มแฮกเกอร์ฉกข้อมูลกูเกิล
จีนออกโรงแก้ต่างนโยบายเซ็นเซอร์ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เตือนบริษัทต่างชาติอย่าท้าทาย ย้ำไม่มีเอี่ยวกลุ่มแฮกเกอร์ฉกข้อมูลกูเกิล
วานนี้ หวัง เฉิน รัฐมนตรีสารนิเทศของจีน ได้ออกโรงแก้ต่างนโยบายเซ็นเซอร์ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตของตนเอง พร้อมทั้งเตือนไม่ให้บริษัทต่างชาติท้าทายนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลจีน แม้ว่าทางบริษัทเว็บเสิร์ชเอนจิน ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างกูเกิล อิงก์ ได้ขู่ที่จะยุติการดำเนินธุรกิจในจีนก็ตาม
หวังระบุไว้ในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า บรรดาบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในจีน ควรให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกรุงปักกิ่งในการนำทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 360 ล้านคนในจีน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีสารนิเทศของจีนไม่ได้ระบุถึงกูเกิล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นกับทางการจีนในขณะนี้ โดยมีเพียงการระบุทางอ้อมถึงโอกาสในการประนีประนอมกัน เรื่องเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ต
“ประเทศของเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเสรีภาพและการพัฒนา และนี่ก็คือช่วงเวลาของจุดเปลี่ยนทางสังคมที่ต้องระวังและจับตามอง การให้แนวทางด้านอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมนั้น คือมาตรการสำคัญที่จะช่วยปกป้องความมั่นคงของข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตได้” หวัง ระบุ
วันเดียวกัน เจียง หยู โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ก็ได้แถลงปฏิเสธข้อสงสัยที่ว่า กูเกิลและบริษัทต่างชาติอีกหลายแห่งตกเป็นเป้าการเจาะข้อมูลของกลุ่มแฮกเกอร์มือฉกาจในจีน โดยย้ำว่ากฎหมายจีนได้ห้ามการล้วงข้อมูลคอมพิวเตอร์ในทุกกรณีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เจียงยังปฏิเสธที่จะอธิบายกรณีที่สหรัฐวิจารณ์นโยบายควบคุมโลกออนไลน์ของจีนด้วย
ทั้งนี้ การขู่ของกูเกิลที่จะยุติกิจการในจีน หลังถูกกลุ่มแฮกเกอร์จีนพยายามล้วงข้อมูลนั้น กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนเนื่องจากถือเป็นการงัดข้อของธุรกิจตะวันตก กับความพยายามจำกัดสิทธิเสรีภาพบนโลกออนไลน์ของทางการจีน ซึ่งไม่มีใครกล้าทำมาก่อน เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน
มีรายงานด้วยว่าหลังจากที่ประกาศจุดยืนของตนเองไปแล้ว เว็บไซต์กูเกิลในจีน ก็มีข้อมูลต่างๆ ที่กูเกิลเคยเซ็นเซอร์ตนเองก่อนหน้านี้ทยอยออกมา ซึ่งรวมถึงภาพชายหนุ่มที่ประจันหน้ากับรถถังในเหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989 ด้วย







