
ปีของเฟซบุ๊ก
นิตยสารไทม์ ยกให้นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ในวัย 24 ปีเท่านั้น ขึ้นเป็นบุคคลแห่งปีในปี 2010 นี้ ถือเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับการยกย่องในรายการนี้ครับ
นิตยสารไทม์ ยกให้นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ในวัย 24 ปีเท่านั้น ขึ้นเป็นบุคคลแห่งปีในปี 2010 นี้ ถือเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับการยกย่องในรายการนี้ครับ
เฟซบุ๊กก่อตั้งมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2004 หรือ 6 ปีก่อน ในช่วง 6 ปีเท่านั้นเฟซบุ๊กได้รับความนิยมมาก มีสมาชิกที่ลงทะเบียนกับเฟซบุ๊กไปแล้วมากกว่า 500 ล้านชื่อ
ผมคงจะไม่กล่าวถึงที่มาที่ไปของเฟซบุ๊ก แต่อยากให้เห็นถึงพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือพลังของเครือข่ายออนไลน์ ที่แสดงพลังออกมากระทบสังคมได้อย่างชัดเจนมากๆ ในปีนี้ ซึ่งผมคงต้องยกให้ปีนี้เป็นปีของเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปด้วย
ทำไมถึงได้รับความนิยมมากนัก กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ นอกเหนือจากที่เฟซบุ๊กจะทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล ระหว่างเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ ระหว่างคนรู้จักเป็นไปได้อย่างสะดวกมากที่สุดแล้ว ที่สำคัญที่สุดผมเห็นว่า เฟซบุ๊กทำให้บุคคลคนหนึ่งมีความเป็นตัวตนขึ้นมาในสังคม แม้ว่าจะเป็นสังคมออนไลน์ก็ตาม
คือพูดง่ายๆ แบบที่ฝรั่งพูดกันก็คือ ทำให้คนธรรมดา กลายเป็น Somebody ของสังคมขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแค่ Anybody ที่เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก
พลังของเฟซบุ๊กในปีนี้ เห็นได้ชัดเจนอย่างมากครับ และการเป็นพลังที่สามารถนำมาต่อรองได้ในโลกจริง ผมมองว่าน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่โลกในอินเทอร์เน็ต ส่งผลกระทบต่อโลกจริงได้อย่างชัดที่สุด เป็นการก้าวข้ามพรมแดนระหว่างโลกเสมือนจริง และโลกแห่งความเป็นจริงที่รุนแรงมาก
อย่างในต่างประเทศ หลายต่อหลายครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นทางสังคม การรวมตัวของคนในสังคมผ่านเฟซบุ๊กนั้นสามารถสร้างผลกระทบได้ หากจำกรณีขำอย่างในอังกฤษเมื่อสตรีผู้หนึ่งจับแมวทิ้งลงถังขยะ ภาพนั้นถูกโพสต์ลงในเว็บไซต์ และมีผู้รวมพลังผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กให้ตามจับสตรีผู้นั้น ก็ได้ผลครับ และก็ยังมีอีกหลายกรณีที่การรวมตัวผ่านเฟซบุ๊กนั้นได้แสดงพลังอย่างเหลือเชื่อ
แม้กระทั่งในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าเฟซบุ๊กเข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาลในวิกฤตการเมืองไทยเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวจำนวนไม่น้อยเลือกการรายงานข่าวผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ซึ่งทำได้รวดเร็วทันสถานการณ์มากขึ้น
ในช่วงนั้นยังมีการรวมพลังแสดงเสียงของประชาชนอย่างยิ่งใหญ่ผ่านเฟซบุ๊ก เช่น เชื่อว่าคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ไม่ต้องการให้ยุบสภา เป็นต้น ซึ่งก็ได้รับความนิยมและมีคนแสดงพลังกันล้นหลาม
แม้ว่าในวันนี้การรวมพลังของเครือข่ายออนไลน์ จะไม่มีดัชนีชี้วัดถึงผลกระทบต่อสังคมที่แน่นอนนัก แต่ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่สำคัญอย่างหนึ่งที่คนธรรมดาจะมีสิทธิมีเสียงพูดออกไปได้
พลังจากโลกออนไลน์เหล่านี้ไม่ธรรมดามากๆ ครับ







