
ศก.โลกปีหน้า
เราเดินมาถึงเดือนสุดท้ายของปีเศรษฐกิจปีเสือกันแล้ว สภาพเศรษฐกิจตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นปีแห่งความไม่แน่ไม่นอนอย่างแท้จริงที่ต้องมานั่งทบทวนดูกันอีกครั้งครับ
เราเดินมาถึงเดือนสุดท้ายของปีเศรษฐกิจปีเสือกันแล้ว สภาพเศรษฐกิจตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นปีแห่งความไม่แน่ไม่นอนอย่างแท้จริงที่ต้องมานั่งทบทวนดูกันอีกครั้งครับ
ประเด็นแรก ภาวการณ์ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ที่ดูเหมือนว่ากำลังมาดีในช่วงปี 2552 แต่ปรากฏว่าพอเข้าถึงปี 2553 ก็ต้องเจอกับภาวะตีบตันกันเอาดื้อๆ การฟื้นตัวของสหรัฐประกบกับภาวะชะลอตัว อันมีสาเหตุหลักๆ มาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การลงทุนจริง การกลับมาลงทุนใหม่ของภาคเอกชนต่างๆ ยังไม่ฟื้นตัว เอกชนยังคงมีความสุขกับการเก็บผลกำไรที่ได้จากการลดค่าใช้จ่ายของตัวเองในปีก่อนๆ อยู่
ในขณะที่ปัจจัยลบจากฝั่งสหรัฐ ยังก่อกวนเศรษฐกิจโลกอยู่เช่นนี้ ปีที่ผ่านมาโลกก็เจอกับวิกฤตเพิ่มเติมจากปัญหาหนี้ในยุโรป ที่หลายประเทศเผชิญหน้ากับการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง หรือที่เรียกกันว่าวิกฤตหนี้ โดยปีที่ผ่านมาสถานการณ์ในกรีซ คือปัญหาที่รุนแรงที่สุดของยุโรป จนถึงกับทำให้สหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จำต้องยื่นมือให้เงินกู้ช่วยเหลือในปริมาณมหาศาล
ปัญหาหนี้ในยุโรป อันเกิดจากการที่รัฐบาลต้องควักเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและต้องนำไปอุ้มภาคเอกชนนั้น ยังลุกลามต่อไปยังประเทศอื่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไอร์แลนด์เป็นชาติที่ 2 ต่อจากกรีซ ที่ต้องรับเงินช่วยเหลือมูลค่าถึง 8.5 หมื่นล้านยูโร
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือทั้งกรีซและไอร์แลนด์ของยุโรปนั้น ถูกมองว่าเป็นการเพียงซื้อเวลาเท่านั้น ซึ่งในที่สุดแล้วปัญหาหนี้ที่ฟักตัวอยู่ในยุโรป ก็จะทยอยปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่อจากนี้ไปต้องจับตาทั้งโปรตุเกสและสเปน ที่ถูกมองว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ปัญหาตัวต่อไป
จากปัญหาทั้งในสหรัฐและในยุโรปตลอดปี 2553 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินทั้งสกุลเหรียญสหรัฐและยูโร อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ่ในเอเชียครับ ซึ่งตรงนี้ได้กลายเป็นตัวสร้างปัญหาใหม่ที่โลก โดยเฉพาะประเทศเอเชียจะต้องเผชิญหน้าอย่างหนัก ในปีหน้าการฟื้นตัวที่ชะลอตัวลงในสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกระลอกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นั่นยิ่งทำให้กระแสทุนจากสหรัฐหลั่งไหลเข้าสู่เอเชียมากยิ่งขึ้น ประกอบกับที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าอยู่แล้ว ยิ่งส่งผลกระทบหนักต่อค่าเงินในเอเชียที่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ
อีกทั้งดูเหมือนว่า การต่อสู้ระหว่างสหรัฐและจีนในเรื่องค่าเงินนั้น เริ่มส่อแววจะทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น ดอลลาร์ กับ หยวน จะยิ่งแข่งกันอ่อนค่า การปะทะกันระหว่างสหรัฐและจีนจะหนักมากยิ่งขึ้น
ประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์นั้น หลีกเลี่ยงได้ยากครับ







