
ยุโรปยังไม่สร่างไข้
สองสามวันที่ผ่านมานี้ มีความเคลื่อนไหวในยุโรปที่กำลังบ่งบอกว่าวิกฤตหนี้ในภูมิภาคนี้ยังไม่หายขาด
สองสามวันที่ผ่านมานี้ มีความเคลื่อนไหวในยุโรปที่กำลังบ่งบอกว่าวิกฤตหนี้ในภูมิภาคนี้ยังไม่หายขาด
หลังจากที่ไอร์แลนด์เริ่มสำแดงอาการวิกฤตในภาคการเงินมาต่อเนื่องจนรัฐบาลไอร์แลนด์ต้องเข้าไปควบคุม 3 ธนาคารใหญ่ของประเทศ หมดตังค์ไปกว่า 4,500 ล้านยูโร หรือเกือบๆ 2 แสนล้านบาทครับ
ผลกระทบที่ตามมาก็คือทำให้รัฐบาลเจอสภาวะช็อกทางการเงินเข้าไปอีก เพราะลำพังก็มีปัญหาวิกฤตขาดดุลงบประมาณมากอยู่แล้วกว่า 30%
ย้อนกลับไป ไอร์แลนด์ก็คล้ายๆ เมืองไทยครับ เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเซลติก คือมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากติดกลุ่มท็อป 5 ของยุโรป
แรงขับเคลื่อนที่มีต่อภาคเศรษฐกิจในขณะนั้นก็มาจากการเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารรายใหญ่ทั้งหลายปล่อยกู้ให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กันเป็นล่ำเป็นสัน
จุดเปลี่ยนเป็นผลมาจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ ที่ลุกลามมายังยุโรป ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไอร์แลนด์ได้รับผลกระทบไปแบบเรียกได้ว่า “ล่มสลาย” ครับ เกิดหนี้เสียจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ธนาคารรายใหญ่ของประเทศต่างๆ ที่อาศัยการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวสร้างความเติบโตนั้น แทบจะล้มละลายไป
รัฐบาลไอร์แลนด์ต้องกระโดดเข้ามาอุ้ม 3 ธนาคารใหญ่ของประเทศ ได้แก่ ธนาคารแองโกล ไอร์ริช แบงก์, อัลลาย ไอริช แบงก์ และแบงก์ ออฟ ไอร์แลนด์ เป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านยูโร หรือราวๆ 1.8 แสนล้านบาท
ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ สู่ภาคการเงินของไอร์แลนด์ กำลังลุกลามไปที่สถานะทางการเงินของรัฐบาลไอร์แลนด์ไปด้วย หลังต้องควักเงินเข้าไปอุ้มภาคการเงินมหาศาลหลายครั้ง ทำให้ภาครัฐเจอปัญหาขาดดุลงบประมาณเรื้อรังสูงถึง 32% ของจีดีพี
ขณะที่เพดานที่สหภาพยุโรปตั้งเอาไว้สำหรับกลุ่มยูโรโซนนั้นไม่เกิน 3% ครับ
ยุโรปจึงวิตกต่อปัญหาไอร์แลนด์อย่างหนัก ว่าจะกลายเป็นกรีซ 3 สถานะของยุโรปยังคงง่อนแง่น เมื่อวานนี้ คณะเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รุดหน้าเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ในภาคการเงินของอดีตเสือที่กลายเป็นลูกแมวตัวนี้ และคาดว่าจะปล่อยกู้ให้กับไอร์แลนด์ก้อนโตทีเดียว
ยุโรปรู้ดีครับ ว่าหากแก้ปัญหาหนี้ของสมาชิกไม่หายขาด ยุโรปก็ไม่มีวันกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินยูโรอีกด้วย
ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่ว่าอ่อนค่าลงมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และค่าเงินสกุลอื่นๆ ของโลก แต่ระยะหลังมานี้ เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ก็ต้องบอกว่า เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ากว่าครับ
สะท้อนกันให้เห็นชัดๆ ว่าวิกฤตยุโรปหนักหนาขนาดไหน!







