
4 แบงก์ใหญ่จีนหยุดปล่อยกู้อสังหาฯ โสมเตรียมใช้มาตราการคุมทุนเพิ่ม
4 ธนาคารรายใหญ่ของรัฐจีนเริ่มหยุดการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว ปีหน้ารัฐกำหนดลดโควตาเงินกู้ลงอีก 20% รองนายกรัฐมนตรีจีนอัดสหรัฐซ้ำอีก ตัวการทำให้ราคาสินค้าโลกแพงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ เกาหลีใต้เดินหน้าใกล้กำหนดใช้มาตรการคุมทุนเข้มข้น
4 ธนาคารรายใหญ่ของรัฐจีนเริ่มหยุดการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว ปีหน้ารัฐกำหนดลดโควตาเงินกู้ลงอีก 20% รองนายกรัฐมนตรีจีนอัดสหรัฐซ้ำอีก ตัวการทำให้ราคาสินค้าโลกแพงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ เกาหลีใต้เดินหน้าใกล้กำหนดใช้มาตรการคุมทุนเข้มข้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
4 ธนาคารรายใหญ่ของรัฐจีนเริ่มหยุดการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์แล้ว ปีหน้ารัฐกำหนดลดโควตาเงินกู้ลงอีก 20% รองนายกรัฐมนตรีจีนอัดสหรัฐซ้ำอีก ตัวการทำให้ราคาสินค้าโลกแพงขึ้น เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ เกาหลีใต้เดินหน้าใกล้กำหนดใช้มาตรการคุมทุนเข้มข้น
4 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของจีนเริ่มหยุดการปล่อยกู้ให้กับบรรดาผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้วตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลจีนพยายามที่จะลดความร้อนแรงของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไปจนเกิดกระแสความหวั่นวิตกว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ธนาคารทั้ง 4 แห่งดังกล่าวเป็นธนาคารของรัฐบาลจีน ซึ่งได้แก่ ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งจีน ธนาคารแบงก์ออฟไชนา ธนาคารเพื่อการก่อสร้างจีน และธนาคารเพื่อการเกษตร
นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังจะควบคุมการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าอีกด้วย โดยจะลดปริมาณการปล่อยกู้ของธนาคารต่างๆ ลง รวมทั้งสิ้น 20%
ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะลดความร้อนแรงของการปล่อยเครดิตจากธนาคารต่างๆ ผ่านมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารจีนได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้น นอกเหนือจากที่ได้สั่งให้ธนาคารหลายแห่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองทุนขึ้นอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ และเป็นการลดความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อด้วย
ที่ผ่านมานั้น การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจีนแม้ว่าจะทำให้จีนสามารถฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตได้ แต่ก็ทำให้เกิดความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจีนได้อัดงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปล่อยกู้ของธนาคารของรัฐ กระนั้นก็ตามหลังจากที่เริ่มเกิดความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ ภาครัฐจีนก็เริ่มที่จะควบคุมการปล่อยกู้มากขึ้นนับตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา
“มาตรการการสกัดภาวะเงินเฟ้อกำลังถูกนำมาใช้มากขึ้น และการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์จะดำเนินต่อไป และคาดการณ์ว่า โควตาการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นจะลดลงราว 20%” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า บรรดากลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้รับผลกระทบจากนโยบายล่าสุดนี้มากเท่าใด แต่กระนั้นคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะไม่มากนัก เนื่องจากธนาคารของจีนปล่อยกู้เป็นปริมาณมหาศาลล่วงหน้าไปแล้ว และเป็นเรื่องปกติที่จะเริ่มลดการปล่อยกู้ลงในปลายปี
ตลอดช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จีนพยายามที่จะชะลอเศรษฐกิจของตัวเองลงเพื่อควบคุมระดับเงินเฟ้อหลังจากที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอันเกิดจากภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนักจากทั้งภัยแล้ง และอุทกภัยมาตั้งแต่ต้นปีนั้น ได้ทำให้ดัชนีเงินเฟ้อโดยรวมของจีนพุ่งขึ้นไปที่ 4.4% เมื่อเดือน ต.ค. เกินเพดานที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่แค่ 3% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลกรุงปักกิ่งมีหน้าที่ที่จะต้องควบคุมไม่ให้ภาวะเงินเฟ้อนั้นลุกลามเข้าไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ ด้วย
นอกจากนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเริ่มเข้าไปแทรกแซงราคาที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดเพิ่มวงเงินดาวน์ และควบคุมการปล่อยกู้ อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เตือนว่าในเดือนนี้ราคาที่อยู่อาศัยในจีนจะพบกับแรงกดดันจากทุนต่างประเทศที่ไหลทะลักเข้าไปในจีนทำให้ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอีกระลอก
ขณะเดียวกัน ทางด้านรองนายกรัฐมนตรีหลี่เก้อเชียงของจีน เตือนว่าการใช้นโยบายทางการเงินของบางประเทศจะทำให้กระแสทุนเก็งกำไรระยะสั้นจากต่างประเทศไหลบ่าเข้าสู่ตลาดการเงินโลก และจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นรุนแรง
“บางประเทศได้กำหนดใช้นโยบายขยายตัวทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลบ่ามหาศาล” สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างถ้อยแถลงของหลี่
แม้ว่าถ้อยแถลงของรองนายกรัฐมนตรีจีนจะไม่ได้กล่าวถึงสหรัฐโดยตรง แต่เป็นที่รู้กันดีว่าจีนหมายถึงสหรัฐ และได้เปิดฉากโจมตีสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขยายการเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมมูลค่าถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐต่ำต่อไป รวมถึงค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะอ่อนค่าลงต่อไปด้วย ส่งผลให้กระแสทุนไหลออกจากสหรัฐไปยังประเทศอื่นรวมทั้งจีนที่มีผลตอบแทนของดอกเบี้ยดีกว่า
หลี่กล่าวต่อว่า นโยบายเช่นนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้เกิดภาวะทุนไหลท่วมตลาดการเงินระหว่างประเทศ และจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นตามไปด้วย รวมถึงราคาพลังงานและแร่ธรรมชาติต่างๆ อีกทั้งเงินร้อนเหล่านี้จะไหลเข้าไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่างๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นในประเทศนั้นๆ
รองนายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นอาจจะทำให้สินค้าของสหรัฐถูกลง และมีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น จีนก็จะต้องเจอกับแรงกดดันครั้งใหม่เพื่อที่จะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกเพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงของจีน
วันเดียวกัน ทางด้านยูนเจียงฮุน รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กำลังเร่งหามาตรการเพื่อควบคุมกระแสเงินทุนที่กำลังไหลบ่าเข้าไปในเกาหลีใต้ ซึ่งในอนาคตเกาหลีใต้จะต้องใช้มาตรการควบคุมทุนเหล่านี้อย่างเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
“รัฐบาลจะเร่งทำงานเพื่อหาทางควบคุมกระแสทุนที่ไหลเข้าออกแบบทันทีทันใด” ยุน กล่าวและว่ามาตรการที่อยู่ในระหว่างการพิจารณานั้นมีตั้งแต่การกำหนดภาษีการเข้าซื้อสินทรัพย์ในเกาหลีใต้ของผู้ซื้อต่างชาติ ตลอดจนการกำหนดธรรมเนียมธนาคารเพิ่มขึ้น และการควบคุมการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของธนาคารต่างๆ
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำมาตรการควบคุมกระแสทุนจากต่างชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ ในเวทีการประชุมสุดยอด จี20 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น หลายประเทศทั้งจีน เยอรมนี และประเทศอื่นๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐอย่างหนักหน่วงต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด ซึ่งทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้กระแสทุนไหลออกจากสหรัฐไปยังประเทศอื่นอย่างบ้าคลั่ง และทำให้ค่าเงินของหลายประเทศแข็งค่าขึ้นอย่างน่ากลัว โดยค่าเงินวอนของเกาหลีใต้นั้นแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 15% นับตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา







