
นิคมอุตสาหกรรมลันตายา
โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
หลังจากได้เขียนเรื่องนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือติลาว่าไปแล้ว ก็มีคนเขียนมาถามถึงนิคมอุตสาหกรรมต่างๆในนครย่างกุ้ง ซึ่งมีทั้งหมดประมาณยี่สิบแห่ง คนถามผมเข้าใจว่าท่านจะเข้าไปลงทุนในเมียนมาแน่ๆ จึงได้อยากทราบถึงจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละแห่ง ในฐานะที่ผมมาอยู่ก่อน และพอจะเข้าใจโลเกชั่นของแต่ละแห่งดีพอสมควร เพราะผมเองก็ตระเวนหาที่ตั้งโรงงานที่เราจะร่วมลงทุนกัน จึงต้องวิ่งหาสถานที่กันนานหลายเดือน จึงสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้พอควร เอาเป็นว่าผมจะพยายามนำมาเล่าทีละนิคมฯก็แล้วกัน แต่ก็เหมือนเดิมนะครับว่า นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ท่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ครับ
นิคมอุตสาหกรรมลันตายาที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี่เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยที่สุดในยุคต้นหรือประมาณยี่สิบห้า-สามสิบปีก่อน ในยุคนั้นนิคมอุตสาหกรรมเก่าๆล้วนแต่ไม่มีการจัดการที่ดีพอ และก็เป็นนิคมอุตสาหกรรมเล็กๆเป็นส่วนใหญ่ สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมฯเองไม่ต้องพูดถึง คือไม่มีเลย การจัดการเรื่องพื้นที่ก็ไม่มี ถนนภายในนิคมอุตสาหกรรม เละยิ่งกว่าผิวโลกพระจันทร์ กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีการบริหารจัดการ เสาไฟฟ้าใหญ่พอๆกับเสาโทรเลขสมัยประเทศไทยเมื่อห้าหกสิบที่แล้ว แต่พอเริ่มมีคนเข้ามาดำเนินการเรื่องนิคมอุตสหกรรมเปิดใหม่ ที่นิคมอุตสาหกรรมลันตายา จึงได้เป็นการเปิดโลกอุตสาหกรรมใหม่อีกครั้ง หลังจากที่หมกอยู่ในโลกมืดมานานครับ
ที่นิคมอุตสาหกรรมลันตายาจึงเป็นทางเลือกใหม่ให้นักลงทุน ทุกคนจึงฮือฮากันมากในยุคนั้น ที่นี่ในยุคยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ถือว่าทันสมัยที่สุดในนิคมอุตสาหกรรมด้วยกัน เพียงแต่ไกลไปหน่อยเท่านั้น ที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมลันตายา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงย่างกุ้ง อยู่ติดแม่น้ำย่างกุ้ง
ในการเดินทางไปยุคนั้น ต้องเลาะไชน่าทาวน์ไปทางเขตอะโหล่ง เพื่อวิ่งผ่านตลาดค้าส่งผักผลไม้และตลาดสะพานปลาตี่ลี่แมงกะล่า ตรงไปจนถึงเขตปะหยินหน่อง เขตปะหยินหน่องเขตตลาดค้าเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น และเป็นตลาดกลางประมูลถั่ว งา พริกแห้งด้วย รถบรรทุกที่นี่พลุกพล่านมาก จากนั้นจึงข้ามสะพานที่มีแห่งเดียวที่จะเดินทางไปรัฐอิยะวดี เป็นสะพานเหล็กสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามกับนครย่างกุ้ง สมัยนั้นถือว่าไกลมาก เพราะถนนไม่ดี แต่การจลาจรรถราไม่ติดเหมือนทุกวันนี้ พอข้ามไปด้านซ้ายมือมีที่ดินหลายหมื่นเอเคอร์ เขาเอามาพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมลันตายา
ด้านขวามือเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชวหลินปัน ที่ดินด้านติดแม่น้ำของนิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า เขาพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟสิบแปดหลุมสวยหรู มีคลับเฮาส์ที่ทันสมัยมากในขณะนั้น ในอดีตผมก็ชอบตีกอล์ฟ ก็เคยไปออกรอบที่นี่มาครับ ปัจจุบันนี้ไม่มีเวลา เลยทิ้งร้างไม้กอล์ฟให้ฝุ่นไปจับเล่นไปแล้วครับ
นอกจากมีสนามกอล์ฟแล้ว พอเลยมาอีกนิดก็เป็นเขตโรงงานแล้วครับ เขาแบ่งออกเป็นแปลงๆที่ใหญ่พอควร ประมาณว่ามีทั้งแปลงเล็กแปลงใหญ่ นักอุตสาหกรรมและนักลงทุนชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในเมียนมา ในยุคยี่สิบกว่าปีก่อนต่างเข้ามาซื้อที่ดินกัน ใครไม่มีที่ดินที่นิคมอุตสาหกรรมลันตายาถือว่าเชยมาก เพื่อนๆผมหลายคนล้วนเข้ามาซื้อที่ดินกันยกใหญ่ ผมก็ถามเขาว่าคุณซื้อแล้วจะลงทุนทำอุตสาหกรรมอะไร ต่างก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ เพียงแต่ซื้อเพราะดีกว่ากอดเงินสดใว้ในกระเป๋ากัน เพราะในยุคนั้นเงินจ๊าดในตลาดมืดแลกกันที่ประมาณสองร้อยจ๊าดต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันนี้ 1520 จ๊าดต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ผมก็ว่าเขาคิดถูกแล้วละครับที่ลงทุนซื้อที่ดินทิ้งใว้
กลับมาที่นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า ในยุคนั้นนอกจากไม่รู้ว่าจะผลิตอะไรออกมาขายแล้ว ไฟฟ้าที่นิคมฯแม้จะดีกว่าข้างนอกนิคมฯนิดหน่อย แต่ก็ไม่เพียงพออยู่ดี การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) น้อยมาก เพราะประเทศเมียนมาในขณะนั้นถูกบอยคอร์ดอยู่ อีกปัจจัยหนึ่งคือต้องนำเงินที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตามที่รัฐบาลประกาศ (หนึ่งเหรียญเท่ากับ6.5จ๊าด) เข้ามาลงทุน เท่ากับว่ายังไม่ทันเริ่มดำเนินการก็ขาดทุนไปก่อนแล้วเกือบร้อยเท่า แล้วจะมีใครกล้ามาลงทุนละคราวนี้ จึงทำให้ที่นี่มีเพียงนักลงทุนในประเทศเท่านั้นที่กล้าลงทุน
ในยุคนั้นผมเองก็ไม่กล้าลงทุน แม้จะเข้ามาอยู่ในเมียนมาแล้ว แต่ก็ไม่กล้าซื้อที่ดินในเมียนมา เพราะเนื่องจากต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินได้ อีกอย่างการใช้นอมินี่หรือผู้ถือครองแทน เราก็ได้ยินได้ฟังมาเยอะว่ามีการโกงกันอย่างมโหฬาร จึงไม่กล้าซื้อแม้ว่าที่ดินในยุคนั้นจะมีราคาค่างวดที่ถูกแสนถูก เทียบกับปัจจุบันต่างกันเกือบพันเปอร์เซนต์ นี่จึงทำให้พลาดโอกาสไปแล้วครับ
หน้ากระดาษหมด ใว้จะเล่าต่อถึงนิคมอุตสาหกรรมลันตายาและนิคมฯอื่นๆต่อไปครับ







