
'คริสโตเฟอร์ ฮวาง'ผู้ปั้นแบรนด์โกลเด้นดัค ไข่เค็มร้อยล้าน
ไข่เค็มคงเป็นที่คุ้นหูกันดีของใครหลายคน ตามประสาของชาวเอเชียที่ชอบกินของหมักและของดองมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
ไข่เค็มคงเป็นที่คุ้นหูกันดีของใครหลายคน ตามประสาของชาวเอเชียที่ชอบกินของหมักและของดองมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ ในวันนี้ คริสโตเฟอร์ ฮวาง (Christopher Hwang) ได้แปรรูปไข่เค็มมาเป็นอาหารทานเล่นอันโด่งดังของสิงคโปร์ ส่งออกไปมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก จนได้ถูกเรียกขานว่า “ไข่เค็มร้อยล้าน”
แจ้งเกิดจากการจัดอันดับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ของนิตยสารชื่อดังอย่าง ฟอร์บส คริสโตเฟอร์ ฮวาง แบรนด์โกลเด้นดัค มียอดขายในปีล่าสุดเกือบ 2 ล้านซอง รวมรายได้มากกว่า 600 ล้านบาท ถูกยกให้เป็นแบรนด์ที่ติดลมบนด้วยผลิตภัณฑ์เพียง 2 ชิ้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในตลาดที่แข่งขันรุนแรงในปัจจุบัน แต่ด้วยความเฉพาะตัวของโกลเด้นดัค เขาสามารถส่งออกสินค้าไปยัง 20 ประเทศทั่วโลกเปิดประตูต้อนรับตลาดขนมขบเคี้ยวที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดตามจำนวนประชากรโลก สตาร์ทอัพหนุ่มไฟแรงได้เปิดใจว่า “จงเรียนรู้ที่จะล้มเหลว เป็นบทเรียนแรกๆ ที่ผู้ประกอบการควรผ่านมาก่อน” นายฮวาง กล่าว
เส้นทางเศรษฐีของ คริสโตเฟอร์ ฮวาง เริ่มต้นด้วยความล้มเหลวภายหลังจากที่ขาดทุนจากกิจการบาร์เหล้าหลายสิบล้านบาท “มันเหมือนคุณติดอยู่ในถ้ำ คำถามคือจะยอมแพ้หรือยอมเสี่ยงเพื่อไปสู่แสงสว่างอีกครั้ง
‘ท่ามกลางความผิดหวังเขากลับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส นั่งศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจหลายรูปแบบจนมาจบลงที่ไอเดียสแน็คไข่เค็มเพราะเทรนด์นี้ กำลังมาในเอเชีย เป็นส่วนผสมได้ทั้งกับของคาวและของหวาน แต่ยังไม่มีคนเอามาทำเป็นของทานเล่น ไม่รอช้านายฮวางเช่าครัวต่อจากร้านอาหารแห่งหนึ่งเวลาทำการของเขาคือช่วงเวลาร้านปิดตอนกลางคืน และทุกเช้าเขาต้องแวะมานำสินค้าไปวางขายตามจุดที่วางไว้ เรียกได้ว่าไม่แตกต่างจากเถ้าแก่สาหร่ายทอดในบ้านเราที่ลงมือทำเองขายเองตั้งแต่แรกเริ่มธุรกิจ
โกลเด้นดัคเริ่มต้นความโด่งดังด้วยผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบผสมไข่เค็มและหนังปลาทอดกรอบ ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาอีกสองแบบคือสาหร่ายทอดเทมปุระรสไข่มันปู และสาหร่ายทอดเทมปุระรสพริกสด ปัจจุบันแบรนด์ของเขาถูกวางขายเกือบจะทั่วทุกร้านสะดวกซื้อในสิงคโปร์รวมถึงมีร้านค้าปลีกภายในสนามบินชางฮี นอกจากนี้ยังส่งออกไปวางขายภายในร้านสะดวกซื้ออีกหลายประเทศทั่วโลก แน่นอนว่าต้องมีแบบสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า’
เราให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นอันดับแรก แบรนด์ใหม่ต้องแตกต่างเพื่อสร้างการจดจำ ช่องทางการขายที่หลากหลายก็สำคัญไม่แพ้กัน” เขามองว่าเซกเตอร์ขนมทานเล่นในอาเซียนนั้น มีศักยภาพการเติบโตได้อีกมากมายจากจำนวนประชากรที่มีอยู่ และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมูลค่าตลาดเติบโตเฉลี่ยที่ปีละ 3.6% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 2% เกือบเท่าตัว ส่วนในประเทศสิงคโปร์นั้นมูลค่าตลาดอยู่ที่ 5.35 พันล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง 7.6%
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าอาหารทานเล่นเป็นหนึ่งในเมนูที่โปรดปรานของชาวอาเซียน โดยเฉพาะในมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ซึ่งผู้คนมองขนมทานเล่นว่าเป็นของขบเคี้ยวให้ความเพลิดเพลินระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ การแบ่งปันความสัมพันธ์ในครอบครัว ของกินรองท้องและของเคียงบนโต๊ะอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจคนไทยพบว่า 79% ขนมทานเล่นเป็นของกินรองท้องที่มักนึกถึงเมื่อหิว และ 74% ของชาวฟิลิปปินส์ให้เหตุผลว่าขนมทานเล่นเหมือนธัญพืชที่ไม่มีพิษภัยมากนัก
สุดท้าย คริสโตเฟอร์ ฮวาง ได้ฝากไปถึงคนที่มีความฝันเหมือนกันว่า การบริหารที่ดีและทีมงานที่ดี เป็นฟันเฟืองสำคัญเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ทุกสิ่งจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มีทีมงานที่มีใจรักองค์กร ดังนั้นทุกความสำเร็จเป็นผลผลิตหยาดเหงื่อของทุกคน และจงกระตุ้นความซื่อสัตย์ของลูกค้าเก่าเพื่อรักษารายได้ ประจำก่อนที่จะไปใฝ่หาลูกค้าใหม่เพื่อต่อยอดรายได้







