
เจาะลึกชีวิตใต้ดิน 33คนงานเหมืองชิลี
เจาะลึกชีวิต 33 คนงานเหมือง 69วันกับการใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินที่ความลึกกว่า 600 เมตร พวกเขาฝ่าฟันสภาพที่ทั้ง “มืด ร้อน อับ ชื้น!!” ได้อย่างไร....
เจาะลึกชีวิต 33 คนงานเหมือง 69วันกับการใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินที่ความลึกกว่า 600 เมตร พวกเขาฝ่าฟันสภาพที่ทั้ง “มืด ร้อน อับ ชื้น!!” ได้อย่างไร....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้ปฏิบัติการช่วยเหลือคนงานเหมืองชิลีทั้ง 33 คนที่รอดตายปาฏิหาริย์จากเหตุเหมืองถล่มในชิลี จนต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินที่มีความลึกถึง 622 เมตร นานถึง 10 สัปดาห์ จะรูดม่านปิดฉากลงอย่างแฮปปี้เอนดิงแล้ว
ทว่าภารกิจหยุดโลกนี้กลับฝากคำถาม และข้อข้องใจไว้มากมายให้กับชาวโลกที่ร่วมลุ้นระทึกไปกับภารกิจดังกล่าวชนิดไม่คลาดสายตามากมาย
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า คนงานเหมืองทั้งหมดซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นคนดังระดับโลกไปแล้ว สามารถฟันฝ่าสภาพที่ทั้ง “มืด ร้อน อับ ชื้น!!” มายาวนานกว่า 69 วันได้อย่างไร
เพราะต้องยอมรับว่าการต้องทนใช้ชีวิตเป็น “มนุษย์ใต้ดิน” ภายใต้พื้นดินที่มีความลึกถึง 622 เมตร (หรือขนาดของหอไอเฟล สัญลักษณ์กรุงปารีสของฝรั่งเศส 2 หอซ้อนกัน) ท่ามกลางสภาพอากาศที่อับชื้นและมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลากว่า 2 เดือน จึงจะได้รับการช่วยเหลือกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือสิ่งที่ใครจะคาดคิด
"มนุษย์ใต้ดิน"เขากินอะไรกัน?
ในช่วงแรกที่คนงานเหมืองชิลีทั้ง 32 คน และคนงานเหมืองชาวโบลิเวีย 1 คน ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน พวกเขาจำเป็นต้องประทังชีวิตด้วยการรับประทานทูน่าคนละ 2 ช้อน คุกกี้ครึ่งชิ้น และนมครึ่งแก้วทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน
กระทั่ง 17 วันต่อมา หน่วยกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับจดหมาย และพบว่าคนงานเหมืองทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ จึงเริ่มส่งอาหารเจล ซุป และยาผ่านทางท่อพลาสติกเล็กๆ ที่เรียกว่า “โดฟ” ลงไปให้
ทว่า หลังจากนั้นคณะแพทย์ได้ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารของคนงานเหมืองเสียใหม่ เป็นอาหารแช่แข็ง ที่ประกอบด้วยเนื้อและข้าว โดยอาหารเหล่านี้จะมีการควบคุมปริมาณแคลอรีอย่างเคร่งครัดให้อยู่ที่ 2,000 แคลอรีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าคนงานเหมืองทั้งหมดจะยังมีรูปร่างผอมเพรียวพอที่เข้าไปอยู่ในแคปซูลกู้ชีพที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 66 เซนติเมตรได้
สื่อสารกับคนบนพื้นโลกอย่างไร
ช่องทางการสื่อสารระหว่างคนงานเหมืองทั้ง 33 คน กับบุคคลภายนอกนั้น ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 17 วันหลังจากที่คนงานเหมืองทั้งหมดถูกฝังทั้งเป็น โดยสัญญาณแรกที่ถูกส่งออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ คือ เสียงเคาะหัวเครื่องขุดเจาะบริเวณจากจุดที่คนงานเหมืองติดอยู่
ทั้งนี้ เสียงเคาะดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ตัดสินใจดึงเครื่องขุด
เจาะดังกล่าวขึ้นมา และได้พบกับกระดาษโน้ตที่มีข้อความว่า “พวกเราทั้ง 33 คน ยังปลอดภัยดี”
และด้วยจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้นเอง ทำให้ในเวลาต่อมาบรรดาครอบครัวของคนงานเหมืองตัดสินใจใช้ “จดหมาย” เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับคนงานเหมือง โดยอาศัยท่อพลาสติก หรือ “โดฟ” ที่ใช้สำหรับส่งอาหารและน้ำลงไปใต้ดิน เป็น “ตู้ไปรษณีย์จำเป็น” กระทั่งต่อมามีการติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกเพื่อให้สามารถติดต่อกันทางโทรศัพท์และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้
อย่างไรก็ตาม นอกจาก “โดฟ” จะถูกใช้เป็นช่องทางส่งความรัก และความอบอุ่นให้แก่คนงานเหมืองแล้ว คณะแพทย์เองก็เลือกใช้ช่องทางดังกล่าวในการส่ง “เข็มขัดชีวภาพ” (Biometric Belt) ลงไปใต้ดิน เพื่อดูแลสุขภาพของคนงานเหมืองผ่านเทคโนโลยีไร้สาย
ส่องกิจวัตรคนงานเหมืองในแต่ละวัน
หนึ่งในกิจวัตรประจำวันหลักๆ ของคนงานเหมือง ที่ถูกกำหนดเวลาไว้อย่างตายตัว คือ เวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งอาหารจะถูกส่งไปตามกำหนดเวลาดังนี้ มื้อเช้า 08.30 น. มื้อกลางวัน 13.00 น. มื้อเย็น 21.00 น. ส่วนเมนูอาหารนั้นก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน
และแน่นอนว่าสิ่งที่ต้องมาควบคู่กับการรับประทานอาหารคือ การออกกำลังกาย ซึ่งงานนี้นักสรีรวิทยาก็จัดแจงจัดตารางเวลาสำหรับการออกกำลังกายภาคบังคับ สำหรับฟิตหุ่นไว้ให้คนงานเหมืองทั้งหมดเรียบร้อย เพื่อให้ทั้งหมดมีร่างกายที่แข็งแรงพอหากต้องอยู่ในแคปซูล “ฟีนิกซ์” ด้วยท่าเดียวตลอดระยะเวลาร่วมชั่วโมงระหว่างการกู้ชีพขึ้นมายังพื้นผิวโลก
นอกจากนี้ เพื่อให้คนงานเหมืองทั้งหมดซึ่งอยู่ใต้ดินรู้วันรู้คืน แม้จะไร้แสงเดือนแสงตะวัน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อทั้งหมดสามารถกลับสู่พื้นผิวโลก เจ้าหน้าที่จึงส่งหลอดไฟขนาด 500 วัตต์ ทำหน้าที่เป็นดวงอาทิตย์ ลงไปให้คนงานเหมืองติดตั้งไว้ โดยแสงไฟจะส่องสว่างในเวลากลางวัน และดับลงในตอนกลางคืน
กินแล้วไปไหน?
เชื่อว่าหนึ่งในคำถามที่หลายคนคาใจคือ นอกจากเรื่องการกินการอยู่ในแต่ละวันของคนงานเหมืองแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องการขับถ่ายของคนงานเหมือง
งานนี้ก็สบายใจหายห่วงได้ เพราะแม้สถานที่จะไม่อำนวย แต่คนงานเหมืองก็มีตัวช่วยสำคัญ อย่างสุขาเคลื่อนที่ (Chemical Toilet) ไว้ที่อุโมงค์บริเวณใกล้ๆ กับที่พักหลบภัย สำหรับวันหนักๆ หรือวันเบาๆ โดยจุดเด่นของห้องน้ำที่ว่า คือ ใช้สารเคมีในการทำความสะอาดสิ่งสกปรก แทนที่จะใช้น้ำเป็นตัวชะล้าง
คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าความมืดจะทำให้เพื่อนร่วมชะตากรรมเผลอไปเหยียบกับระเบิด หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมาแตะจมูกทักทายทุกมื้อหลังอาหาร
กิจกรรมผ่อนคลายความเครียด
ด้วยความที่เป็นคอลูกหนังเหมือนกัน ประกอบกับมีหนึ่งในสมาชิกของคนงานเหมืองที่มีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลมืออาชีพ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนึ่งในกิจกรรมสุดโปรดของคนงานเหมืองยามอยู่ใต้ดิน คือ การนั่งชมถ่ายทอดสดการแข่งฟุตบอลนัดต่างๆ ผ่านโปรเจกเตอร์เล็กๆ ที่ติดตั้งกันเอง รวมถึงวิดีโอนัดฟาดแข้งของดาวดังอย่างเปเลและมาราโดนา
ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังเปลี่ยนพื้นที่หลบภัยของพวกเขาเป็นกาสิโนเล็ก เพื่อเล่นไพ่ โดมิโนและทอยลูกเต๋า
นอกจากความบันเทิงที่คนงานเหมืองร่วมกันรังสรรค์กันขึ้นมาแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยยังส่งเครื่องเล่นเพลง ลำโพง ตลอดจนคัมภีร์ไบเบิล และลูกประคำจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ลงไปเสริมทัพกิจกรรมสุดหรรษา เพื่อผ่อนคลายความเครียดให้คนงานเหมืองทั้ง 33 คนด้วย
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อจากที่สิ่งของสร้างความบันเทิงเริงใจถูกส่งลงไปอย่างต่อเนื่อง นักจิตวิทยายังตัดสินใจอนุญาตให้คนงานเหมืองทั้งหมดได้เปิดโลกทัศน์ด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ลงไปให้อ่านทุกวัน ขณะที่ผู้ติดบุหรี่ก็ได้รับแผ่นนิโคติน หรือหมากฝรั่งนิโคตินลงไปเพื่อช่วยแก้ขัด
ทว่า ในบรรดาสิ่งของทั้งหมดที่ถูกส่งลงไปทั้งหมดนั้น แต่ของขวัญที่ทำให้คนงานเหมืองเพลิดเพลินกันมากที่สุดเห็นจะเป็น “กล้องวิดีโอ” ความละเอียดสูง สำหรับใช้บันทึกช่วงเวลาอันยากลำบากแสนสาหัสของคนงานเหมืองแต่ละคนนั่นเอง
เห็นวิถีชีวิตใต้พื้นโลกที่ไม่ธรรดาของฮีโร่คนงานเหมืองทั้ง 33 คน ตลอดทั้ง 69 วัน ที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกแล้ว
งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ถ้าไม่อดทนหรือมีกำลังใจเป็นเลิศจริง คงไม่สามารถผ่านพ้นบททดสอบชีวิตครั้งใหญ่นี้มาได้แน่ๆ
คาแรกเตอร์โดดเด่นของ33คนงานเหมือง
1.ฟลอเรนซิโอ อัลวาลอส คุณพ่อลูกสองวัย 31 ปี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาเป็นคนแรก เนื่องจากมีสภาพร่างกายและจิตใจดีที่สุด และความสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
2.มาริโอ เซพูลเวดา เอสพินา วัย 40 ปี คนงานเหมืองที่ได้รับฉายาว่า เป็น “พรีเซนเตอร์” เพราะทุกครั้งที่ภาพวิดีโอถูกส่งขึ้นจากใต้ดิน ต้องมีภาพของคนงานเหมืองผู้นี้ปรากฏอยู่
3.ฮวน อัลลาเนส อดีตนายทหารวัย 52 ปี ผู้ใช้สายเลือดทหารในตัว กระตุ้นให้เพื่อนร่วมชะตากรรมอยู่ในกฎระเบียบขณะต้องอยู่ภายใต้สภาพที่กดดัน
4.คาลอส มามานิ วัย 24 ปี ชาวโบลิเวียหนึ่งเดียวที่ติดอยู่ใต้ดิน ซึ่งเพิ่งเข้ามาทำงานที่เหมืองแห่งนี้ได้เพียง 5 วัน
5.จิมมี ซานเชซ คุณพ่อมือใหม่วัย 19 ปี ซึ่งเป็นคนเหมืองที่มีอายุน้อยที่สุด
6.ออสแมน อิสิโดร อริยา วัย 30 ปี คุณพ่อลูกสามซึ่งตั้งใจจะล้างมือจากการทำงานเหมืองในช่วงสิ้นเดือน ส.ค. ทว่าดวงคนดังคงมากดทับ กลับเกิดเหตุการณ์เหมืองถล่มขึ้นเสียก่อน
7.โจเซ โอเจดา วัย 47 ปี พ่อม่ายตัวคนเดียว ที่มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว
8.คลาวดิโอ ยานิซ วัย 34 ปี สิงห์อมควัน ที่เป็นผู้ร้องขอให้มีการส่งบุหรี่ลงไปใต้ดิน แต่กลับหงุดหงิดที่ได้รับแผ่นนิโคตินแทน
9.มาริโอ โกเมซ วัย 63 ปี ผู้ที่มีอายุมากที่สุดและมีประสบการณ์โชกโชนสุด เพราะเริ่มทำงานเหมืองตั้งแต่อายุ 12 ปี นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของ “เปิดตำนานรักใต้พิภพ” ส่งจดหมายรักจากใต้ดินถึงภรรยา
10.อเล็กซ์ เวกา อายุ 31 ปี ผู้ซึ่งมีคุณพ่อเป็นหนึ่งในทีมช่วยชีวิตครั้งนี้ แต่ต้องปิดบังชื่อที่แท้จริง เพราะทางการไม่อนุญาตให้ญาติร่วมปฏิบัติการที่มีการเสี่ยงสูง
11.จอร์จ กัลเลไกลลอส วัย 55 ปี จะตั้งฉายา “คนเหล็ก” ก็อาจจะดูเข้ากัน เพราะเป็นผู้ที่ฝ่าฟันอุบัติเหตุจาการทำเหมืองมาแล้ว 2 ครั้ง
12.อดิสัน พีนา วัย 34 ปี ผู้ที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ที่สุด จึงใช้การออกกำลังกายเพื่อขจัดความกังวลและร้องขอให้เจ้าหน้าที่ส่งภาพดวงอาทิตย์ลงมาให้ นอกจากนี้ยังเป็นแฟนตัวยงของเอลวิส เพลสลีย์
13.คาร์ลอส บาร์ริออส วัย 27 ปี คุณพ่อของลูกชาย 5 คน ซึ่งหย่าขาดจากภรรยาแล้ว
14.วิกเตอร์ ซาโมรา วัย 34 ปี สวมวิญญาณเชกสเปียร์ส่งกลอนซึ้งขึ้นมาให้ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์
15.วิกเตอร์ เซโกเวีย วัย 48 ปี ผู้ที่มีหวังรวยเละ จากการขอให้เจ้าหน้าที่ส่งดินสอและกระดาษลงไปใต้ดิน เพื่อบันทึกไดอารีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใต้ดิน
16.ดาเนียล เฮอร์เรรา วัย 37 ปี คนงานเหมืองเพียงคนเดียวที่ยังครองตัวเป็นโสดสนิท
17.โอมาร์ เรย์กาดาส วัย 56 ปี ผู้ที่คอยจัดระเบียบการใช้ชีวิตของคนงานเหมืองคนอื่นๆ ขณะอยู่ใต้ดิน
18.เอเตบัน โรจาส วัย 44 ปี ขอภรรยาเข้าพิธีแต่งงานที่โบสถ์ หลังจากทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 25 ปีที่แล้ว
19.ปาโบล โรจาส วัย 46 ปี ผู้ซึ่งเข้ามาทำงานที่เหมืองเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอมให้ลูกชาย
20.ดาริโอ เซโกเวีย วัย 48 ปี ผู้ซึ่งอยู่ในแวดวงการทำเหมืองมาตลอดชีวิต โดยพ่อของเขาได้ชักนำให้เข้ามาทำงานที่เหมืองตั้งแต่ 8 ขวบ
21.จอห์นนี บาร์ริออส โรฮาส์ วัย 50 ปี ผู้ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น “แพทย์” ของคนงานเหมืองทั้ง 33 คน แต่ที่เด็ดสุดคือ ต้องเตรียมขึ้นมาเคลียร์ปัญหารักสามเส้า หลังจากภรรยาและกิ๊กของโรฮาส์ดันโคจรมาพบกันที่แคมป์โฮป ซึ่งเป็นจุดที่ครอบครัวของคนงานเหมืองใช้พักแรมโดยบังเอิญ
22.แซมมัว อาวาลอส วัย 43 ปี อดีตพ่อค้าขายของข้างถนน ที่ผันตัวมาเป็นคนงานเหมือง เพราะรายได้ดีกว่า
23.คาร์ลอส บูเกอร์โน วัย 26 ปี ผู้ซึ่งคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล และขอให้เจ้าหน้าที่ส่งเกมลงไปให้
24.โจเซ เฮนริเกซ วัย 55 ปี เป็นผู้จัดตั้งและนำสวดคัมภีร์ไบเบิล ระหว่างติดอยู่ใต้เหมือง
25.เรนัล อัลวาลอส วัย 29 ปี น้องชายของคนงานเหมืองที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นไปเป็นคนแรก
26.คลาวดิโอ เอคูนา วัย 35 ปี ขอแฟนสาว ฟาบิโอลา อารายา แต่งงานขณะอยู่ใต้ดิน
27.แฟรงกลิน โลโบส วัย 53 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติชิลี
28.ริชาร์ด วิลาโรเอล วัย 23 ปี พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กลับไปคืนดีกับภรรยาซึ่งอยู่ในช่วงท้องแก่ใกล้คลอด
29.ฮวน คาลอส อากีร์ลา วัย 46 ปี ผู้ซึ่งทำงานเป็นคนงานเหมืองตั้งแต่อายุ 19 ปี
30.ราอูล บัสทอส วัย 40 ปี ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุจาการทำเหมืองมาแล้ว 2 ครั้ง
31.เปโดร คอร์เทซ วัย 25 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังการติดตั้งระบบสื่อสารสำหรับติดต่อกับผู้ที่อยู่บนพื้นผิวโลก
32.เอเรียล ทิโกนา วัย 28 ปี คนงานเหมืองที่ได้รับข่าวดีว่าได้ลูกสาวคนที่สอง ระหว่างติดอยู่ใต้เหมือง
33.ลูอิส อัลเบอร์โต อูร์ซัว วัย 54 ปี หัวหน้าคนงานเหมืองที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างวินัยในการกินอาหารของกลุ่มคนงานเหมือง







