posttoday
ไทยขับเคี่ยวอี-คอมเมิร์ซ แข่งประเทศเพื่อนบ้าน

ไทยขับเคี่ยวอี-คอมเมิร์ซ แข่งประเทศเพื่อนบ้าน

11 พฤศจิกายน 2560

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างชาติด้านอี-คอมเมิร์ซได้เข้ามารุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มข้น

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างชาติด้านอี-คอมเมิร์ซได้เข้ามารุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มข้น เริ่มจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ซึ่งทำให้อัตราการเข้ามาของบริษัทจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดบริษัท 11 Street จากเกาหลีก็ได้เข้าทำตลาดในประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นปี 2560 นอกจากนี้ ยังมีข่าวจาก JD.Com ยักษ์ใหญ่อันดับสองจากจีนที่จะจับมือกับเซ็นทรัลในการลุยธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย

บริษัท iPrice ซึ่งเป็นบริษัทอี-คอมเมิร์ซใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล็งเห็นถึงการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของทั้งสามประเทศในตลาดอี-คอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จึงได้จัดทำการศึกษาตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม และได้พบผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

จากผลการศึกษาพบว่า ประเทศมาเลเซียมีจำนวนผู้แข่งขันจากต่างประเทศกว่า 24% โดยประเทศไทยมีเพียง 18% และเวียดนาม 14% แสดงให้เห็นว่ามาเลเซียค่อนข้างเปิดรับ การลงทุนจากต่างชาติและมาเลเซีย ถือเป็นฮับในการทำตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากมาเลเซียมีนโยบาย MSC หรือ Multimedia Super Corridor ที่จะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ

ถ้าหากเจาะลึกถึงรูปแบบสินค้าที่ทางร้านค้าอี-คอมเมิร์ซในแต่ละประเทศจำหน่ายนั้น ส่วนใหญ่แล้วร้านค้าในประเทศไทยจะเป็นร้านค้ารูปแบบทั่วไป กล่าวคือมีการจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลายในเว็บไซต์เดียว เช่น Lazada Central Shopee 11Street ที่มีสินค้าทั้งแฟชั่น เทคโนโลยี เครื่องสำอางและอีกมากมาย จากการสำรวจพบว่าร้านค้าประเภทแฟชั่นในประเทศไทยนั้นนิยมใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับผู้บริโภคมากกว่าการใช้เว็บไซต์ เนื่องจากโซเชียลมีเดียสามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างรวดเร็วและสามารถปิดการขายได้ด้วยการติดต่อผ่างทางเมสเซจ หรือไลน์ ค่อนข้างสะดวกและไม่ซับซ้อนเหมือนการใช้เว็บไซต์ จึงทำให้เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่นิยมเข้ามาร่วมแข่งขันกับร้านค้าเล็กๆ ในตลาดแฟชั่นสักเท่าไรนัก

ในประเทศมาเลเซียซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ในมาเลเซียจะเป็นสินค้าประเภทแฟชั่น เนื่องจากว่าคนดังหรือเซเลบดาราในประเทศมาเลเซียนั้นหันมาปั้นแบรนด์แฟชั่นของตัวเองจนประสบความสำเร็จ โดยเน้นไปทางเสื้อผ้าแฟชั่นแบบมุสลิมเป็นหลัก จึงทำให้ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นเว็บแฟชั่นนั่นเอง โดยตัวอย่างร้านค้าแฟชั่นในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ Zalora Hermo Fashion Valet เป็นต้น

อนาคตของอี-คอมเมิร์ซใน 3 ประเทศจะเป็นไปในทิศทางใด?

บริษัท Google และ Temasek ได้จัดทำการศึกษาตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าในปี 2558 ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนาม จากการคาดการณ์ในอีก 8 ปีนับจากนี้ (พ.ศ. 2568) ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเติบโต 29% ต่อปี จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซของประเทศมาเลเซียและเวียดนาม โดยจะขึ้นเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจะมีขนาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 8,200 ล้านดอลลาร์ และเวียดนาม 7,500 ล้านดอลลาร์

จากการคาดการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับนักช็อปออนไลน์ใน 3 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ตัวเลขการเติบโตนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงตัวเลือกที่มีมากขึ้นและคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีขึ้นด้วยนั่นเอง เนื่องจากร้านค้าในตลาดอี-คอมเมิร์ซจะต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภค

ขั้นตอนการศึกษาเพิ่มเติม : iPrice Insights 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI