
ผลประโยชน์ค้ำคอ โลกเสียงแผ่วแก้โรฮีนจา
ยูเอ็นเอชซีอาร์เผยโรฮิงญา 270,000 คนหนีตายเข้าบังกลาเทศ ในขณะที่รายงานเผยพม่าห่วงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ยูเอ็นเอชซีอาร์เผยโรฮิงญา 270,000 คนหนีตายเข้าบังกลาเทศ ในขณะที่รายงานเผยพม่าห่วงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
วิกฤตความรุนแรงในรัฐยะไข่ ของเมียนมา ซึ่งปะทุขึ้นมารอบใหม่นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ทำให้ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตุรกี ออกมากดดัน “อองซานซูจี” ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างหนัก จากการที่ไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยและแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ได้
ในทางตรงกันข้าม บรรดาประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ กลับไม่ออกมาเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากหวั่นเกรงจะเป็นการบั่นทอนสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศตัวเองและเมียนมา โดยนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่าปัจจุบัน เมียนมากำลังเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่หลายชาติหมายตาเข้ามาทำการค้าและการลงทุน หลังเศรษฐกิจเมียนมาขยายตัวถึง 6.4% เมื่อปี 2016 ส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภคก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
รายงานระบุว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเมียนมา ซึ่งมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่าง 2 ประเทศ อยู่ที่ 9,446 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปีงบ 2016-2017 นอกจากนี้ จีนยังเข้ามาลงทุนในเมียนมามากที่สุดในขณะนี้
นิกเกอิรายงานว่า จีนคัดค้านการให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงกรณีการแก้วิกฤตโรฮีนจา ระหว่างการประชุมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชซีอาร์) เมื่อเดือน ส.ค. โดยระบุว่า “เป็นเรื่องภายในที่ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ในชั่วข้ามคืน” โดยญี่ปุ่นมีท่าทีคล้ายคลึงกับจีนเช่นกัน ในการไม่ผลักดันให้ประชาคมโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทราโมดี ของอินเดีย เดินทางไปพบปะกับอองซานซูจี หลังความรุนแรงในรัฐยะไข่ปะทุขึ้น โดยโมดีระบุชัดว่า ความสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลคือการรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีของสองประเทศเอาไว้ และหันไปคุยกันเรื่องความร่วมมือพัฒนาท่าเรือในเมืองซิตตเว รัฐยะไข่
ด้าน UNHCR เผยชาวโรฮินจา 270,000 คนหนีตายจากรัฐยะไข่เข้าบังกลาเทศ โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวโรฮินจาราว 270,000 คนได้หลบหนีออกจากรัฐยะไข่ของเมียนมา เพื่อเข้าลี้ภัยในบังกลาเทศ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐดังกล่าวเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
UNHCR ระบุว่า เมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้อพยพชาวโรฮินจาที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อให้ชาวโรฮีนจาจะไม่ถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากประเทศ โดยจะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ ความรุนแรงในรัฐยะไข่ของเมียนมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. จากการที่ชาวโรฮีนจาได้ลุกฮือขึ้นทำการโจมตีพร้อมกันต่อสถานีตำรวจ ด่านรักษาความมั่นคง รวม 30 แห่ง และฐานทัพทหาร 1 แห่ง ส่งผลให้ทางการเมียนมาทำการตอบโต้ชาวโรฮีนจาอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อการร้าย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 400 คน และทำให้ชาวโรฮีนจากว่า 200,000 คนต้องอพยพไปยังบังกลาเทศ







