
ถอดบทเรียน ‘ฮาร์วี่ย์’ ภัยธรรมชาติยิ่งแรงขึ้น
แม้ฤดูเฮอริเคนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ฤดูเฮอริเคนเป็นปรากฏการณ์
ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่น ฤดูเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกช่วงเดือน มิ.ย.-พ.ย.ในปีนี้ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ ฤดูเฮอริเคนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าในอดีต
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (โนอา) คาดการณ์ว่า มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลแคริบเบียนมีแนวโน้มเกิดพายุขนาดใหญ่ราว 14-19 ลูก ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่พายุหมุนเขตร้อนไปจนถึงเฮอริเคน มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือน พ.ค.ที่ 11-17 ลูก
นอกจากนี้ พายุ 5-9 ลูก จากทั้งหมด 14-19 ลูกที่คาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มจะรุนแรงถึงระดับเฮอริเคน ที่มีความเร็วลม 178-208 กิโลเมตร/ชั่วโมง
คาดการณ์ดังกล่าวของโนอาบ่งชี้ว่า สหรัฐเสี่ยงเผชิญพายุรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ ท่ามกลางภัยพิบัติจากพายุฮาร์วี่ย์ที่ยังไม่มีแนวโน้มบรรเทาลง
แม้ขณะนี้ ฮาร์วี่ย์ลดความรุนแรงจากพายุเฮอริเคนระดับ 4 กลายเป็นพายุดีเปรสชันแล้วก็ตาม แต่ฮาร์วี่ย์ได้เคลื่อนตัวไปยังรัฐหลุยเซียนา และส่งผลให้เกิดพายุฝนตกหนักจนปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นมาสูงถึงราว 50 เซนติเมตร
ความรุนแรงของฮาร์วี่ย์นับเป็นสัญญาณบอกความไม่ปกติของภัยธรรมชาติ เนื่องจากโดยปกติแล้ว เฮอริเคนจะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้แถบชายฝั่งทะเล แต่ฮาร์วี่ย์กลับฟื้นกำลังขึ้นหลังเคลื่อนตัวเข้าไปในอ่าวเม็กซิโก และพัดถล่มเมืองฮุสตันของรัฐเทกซัสรอบ 2 เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา
สาเหตุที่ทำให้ฮาร์วี่ย์สร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิพื้นผิวของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ตามหลักสมการคลอเซียส-คลาเปย์รอง โดยเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ชั้นบรรยากาศเก็บกักความชื้นได้มากขึ้น 7% หมายความว่า เมื่อพายุเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าวจะดูดความชื้นเข้ามาได้มากขึ้น และสร้างพายุฝนที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าปกติ
“อุณหภูมิของน้ำทะเลบริเวณอ่าวเม็กซิโกเพิ่มขึ้นมาประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส จากช่วงปี 1980-2010 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหมายความว่า โอกาสเกิดพายุรุนแรงกว่าเดิมในบริเวณนี้จะมากขึ้นตามไปด้วย โดยอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อระดับอุณหภูมิน้ำทะเล” เซอร์ไบรอัน ฮอสกินส์ จากสถาบันวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแกรนแธมในอังกฤษ กล่าว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังมีแนวโน้มส่งผลให้ช่วงเวลาการเกิดพายุฝนยาวนานขึ้นด้วย เนื่องจากทำให้การหมุนเวียนของบรรยากาศ
(Atmospheric Circulation) เกิดขึ้นช้าลง
“สภาวะเช่นนี้เป็นผลสืบเนื่องจากอุณหภูมิที่อุ่นเกินไปจนไม่เหมาะสมในแถบอาร์กติก ซึ่งสามารถทำให้ระบบลมฟ้าอากาศเคลื่อนที่ช้าลง และทำให้สภาพอากาศบางอย่างเกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งยาวนานเกินไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของพายุฝน แบบที่เราเห็นกันในเมืองฮุสตัน” ศ.สเตฟาน ราห์มสตอร์ฟ จากสถาบันวิจัยผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศพอสดัม กล่าว
ทั้งนี้ สหรัฐยังมีแนวโน้มเผชิญพายุเฮอริเคนอีกระลอก โดยศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐ เปิดเผยว่า เฮอริเคน “เออร์มา” กำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นขณะเคลื่อนที่ไปทั่วมหาสมุทรแอตแลนติก และคาดว่าอาจเคลื่อนตัวไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือไปยังอ่าวเม็กซิโก
ขณะนี้เออร์มาเป็นเฮอริเคนความรุนแรงระดับ 3 ซึ่งมีกำลังลม 115 ไมล์/ชั่วโมง แต่อาจเพิ่มความรุนแรงจนกลายเป็นพายุระดับ 4 ขณะพัดเข้าใกล้เมืองคอร์ปัส คริสตี ในรัฐเทกซัส ในสัปดาห์หน้า
นอกจากสหรัฐแล้ว ฮ่องกงมีแนวโน้มเผชิญพายุลูกใหม่ด้วยเช่นกัน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกง เปิดเผยว่า พายุดีเปรสชันโซนร้อน “มาวาร์” อาจเคลื่อนที่มาใกล้ฮ่องกงในวันอาทิตย์นี้ หลังพัดเข้าไปในเมืองซัวเถาของมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน
ขณะนี้ทางการฮ่องกงประกาศเตือนภัยพายุดังกล่าวที่ระดับ 1 แต่หากพายุมีความรุนแรงมากอาจเพิ่มระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 8 ซึ่งจะกลายเป็นพายุลูกที่ 3 ที่พัดเข้ามาในฮ่องกงภายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตามหลังพายุไต้ฝุ่นฮาโตะและพายุปาข่าก่อนหน้านี้
การรับมือยังหย่อนยาน
แม้ว่าสหรัฐจะมีบทเรียนมาแล้วจากเฮอริเคนแคทรีนาเมื่อปี 2005และเฮอริเคนแซนดี้เมื่อปี 2012 แต่รัฐบาลยังไม่ได้เพิ่มการเตรียมรับมือภัยพายุมากเพียงพอ โดยเฉพาะในรัฐเทกซัส
หนังสือพิมพ์เดอะโกลบ แอนด์ เมล ของแคนาดา รายงานว่า สาเหตุที่สหรัฐไม่สามารถเตรียมรับมือเฮอริเคนฮาร์วี่ย์ได้นั้นมาจากปัญหาในการวางแผนพัฒนาที่ดิน
ทั้งนี้ เมืองฮุสตันเร่งก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์และนำที่ดินมาใช้ทำกิจกรรมต่างๆ มากเกินไปจนไม่เหลือพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบหากเกิดน้ำท่วม โดย ฮุสตัน โครนิเคิล สื่อท้องถิ่นระบุว่า ในช่วงปี 1996-2010 พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตปกครอง 14 เขตของฮุสตันลดลงไปถึง 5.4 หมื่นเอเคอร์
นอกจากนี้ มาตรการป้องกันน้ำท่วมและพายุยังเกิดขึ้นล่าช้า แม้มีการเสนอให้สร้างแนวป้องกันพายุและน้ำท่วมบริเวณแนวพรมแดนรัฐเทกซัสและรัฐหลุยเซียนาในปี 2009 หลังเกิดเฮอริเคนพัดถล่มเทกซัสปี 2008 แต่โครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการอภิปราย และไม่มีแนวโน้มเริ่มดำเนินการจนกว่าจะถึงปี 2023
รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า ทางการยังไม่มีการป้องกันมากพอ และหันไปรับมือที่ปลายเหตุด้วยการเพิ่มงบเยียวยาภัยพิบัติแทน จากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ คาดว่าจะเสนองบเยียวยาเบื้องต้นที่ 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.95 แสนล้านบาท) ซึ่งยังต่ำกว่าที่รัฐบาลเทกซัสต้องการถึง 1.25 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.14 ล้านล้านบาท)







