
กลยุทธ์ข้าวถุง ‘มาบุญครอง’ ส่งออก ‘สุขภาพ’ ลุยตลาดโลก
“ข้าว” อีกหนึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีผู้แข่งขันในตลาดโลกสำคัญอย่าง ไทย เวียดนาม และอินเดีย ที่ผลัดกันครองแชมป์เบอร์หนึ่งในตลาดอย่างดุเดือดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
“ข้าว” อีกหนึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีผู้แข่งขันในตลาดโลกสำคัญอย่าง ไทย เวียดนาม และอินเดีย ที่ผลัดกันครองแชมป์เบอร์หนึ่งในตลาดอย่างดุเดือดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
“ตลาดข้าวถุงในประเทศเติบโตขึ้นเล็กน้อยราว 3% ปัจจัยจากกระแสการบริโภคของคนในประเทศที่มีทัศนคติต่อการกินข้าวที่ทำให้อ้วน หรือเป็นเบาหวาน ขณะที่ผู้บริโภคเองก็มีทางเลือกในการรับประทานอย่างอื่นทดแทน รวมถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมหุงข้าวรับประทานเอง ด้วยหันไปรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น”สมเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ ข้าวถุงมาบุญครองได้ขยายแนวทางการทำตลาดเพื่อรองรับกระแสดังกล่าว โดยช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาสินค้ากลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพออกมาทำตลาด 3 รายการ จากปัจจุบันมีกลุ่มสินค้าข้าวมากกว่า 60 เอสเคยู ซึ่งทำตลาดทั้งในและส่งออกต่างประเทศ ภายใต้ความน่าเชื่อถือของตราสินค้าข้าวมาบุญครองที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 38 ปี ที่ครอบคลุมสินค้าข้าวทั้งกลุ่มข้าวอินทรีย์ (ออร์กานิก) ข้าวสี (ไรซ์เบอร์รี่) และข้าวหอมมะลิและข้าวพันธุ์ต่างๆ
ขณะที่กลยุทธ์ข้าวถุงมาบุญครองจะมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพมากขึ้น อย่างข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ เป็นต้น ที่มีโอกาสขยายตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอย่างหลังพบว่าเทรนด์การบริโภคขยายตัวสูงและมีความต้องการในตลาดมากขึ้นจากความเข้าใจในตัวสินค้าข้าวของผู้บริโภคเอง
สำหรับตลาดส่งออกหลักของข้าวถุงมาบุญครองในปัจจุบันเช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา ยุโรปออสเตรเลีย ทำตลาดผ่านช่องทางหลักในสาขาซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงในตลาดเอเชียและส่งออกผ่านภาครัฐในรูปแบบจีทูจี หรือส่งออกในรูปแบบเบาต์ เช่น ในประเทศจีนที่เข้าตลาดด้วยตัวเองในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ต และในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าไปทำตลาดข้าวถุงในอินเดีย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความท้าทายด้วยเป็นผู้ส่งออกตลาดข้าวอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทยเช่นเดียวกับเวียดนาม ซึ่งการเข้าตลาดอินเดียนั้นจะใช้กลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอก เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสตราติจิก โปรดักส์ สำคัญ ในการเข้าตลาดที่สอดคล้องกับทุกประเทศทั่วโลกที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น โดยผ่านพันธมิตรท้องถิ่นอินเดียเป็นผู้ทำตลาด ซึ่งไปพร้อมกับการให้ความรู้ด้านสินค้ากับผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดการนำเข้าข้าวเพื่อสุขภาพเพื่อตีตลาดใหม่
สมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากธุรกิจข้าวแล้ว บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารภายใต้แบรนด์สุกียากี้ นัมเบอร์วัน เพื่อขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศในอนาคต เบื้องต้นจะนำธุรกิจดังกล่าวเข้าไปยังตลาดประเทศกัมพูชา สปป.ลาวเมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) คาดเห็นความชัดเจนในบิซิเนส โมเดลดังกล่าวในเวียดนามและเมียนมาก่อนเป็นประเทศแรกๆ ในปีหน้า
“บริษัทมองเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี จากอัตราการบริโภคที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง และมีวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่คล้ายคลึงกับไทย โดยจะทำตลาดผ่านพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่นที่มีความสนใจและศักยภาพในการตลาดในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์” สมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ดี ปีนี้บริษัทคาดมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจข้าวประมาณ 1,500 ล้านบาท และธุรกิจร้านอาหารไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท







