
แบรนด์โลกกระอัก แรงงานเอเชียขอเพิ่มค่าแรง
ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำเอเชียสวนทางค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเริ่มลุกลามไปทั่วเอเชียแล้ว กำลังกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงใหม่ต่อการลงทุนในภูมิภาค
ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำเอเชียสวนทางค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเริ่มลุกลามไปทั่วเอเชียแล้ว กำลังกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงใหม่ต่อการลงทุนในภูมิภาค
บรรดาผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดังทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาแรงงานในเอเชียซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงในจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดหลายประเทศในเอเชีย นั้นได้เกิดความเคลื่อนไหวขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทั้งในบังกลาเทศ กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย
เอพี รายงานว่า สัญญาณล่าสุดของการเรียกร้องสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นของแรงงานเอเชียนั้นได้ปะทุขึ้นในกัมพูชา ประเทศที่มีอัตราการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยแรงงานจำนวนมากได้เรียกร้องให้ปรับปรุงสวัสดิการและค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีแรงงานเข้าร่วมการประท้วงหลายหมื่นคน
รายงานระบุว่า แรงงานส่วนใหญ่ที่รวมตัวกันประท้วงในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากโรงงานสิ่งทอเป็นหลัก ซึ่งได้ทำการผลิตสินค้ายี่ห้อดังของโลกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นแก๊ป, เบเนตตอง, อาดิดาส และพูม่า ซึ่งในขณะที่ทางการได้กำหนดอัตราค่าแรงไว้ที่ 61 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,890 บาท) ต่อเดือนนั้น แต่ทว่าทางสหภาพแรงงานต้องการให้ฐานเงินเดือนอยู่สูงกว่านั้นที่ 93 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 2,880 บาท)
“แรงงานเหล่านี้กำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกับค่าแรงที่ต่ำมาก” คงอาทิตย์ เลขาธิการสหพันธ์แรงงานแห่งกัมพูชา กล่าว
ความเคลื่อนไหวของแรงงานกัมพูชาในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ แรงงานทอผ้าในบังกลาเทศราว 3 ล้านคน ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าให้กับบริษัทสัญชาติตะวันตกนั้น ได้เรียกร้องขึ้นเงินเดือนถึง 80% จากที่ได้รับ โดยการประท้วงลงเอยด้วยความรุนแรง ทั้งเผารถยนต์และสร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิตอย่างหนัก
แรงงานบังกลาเทศเหล่านี้เป็นผู้ทำการผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อดัง เช่น เอชแอนด์เอ็ม และเทสโก้ ซึ่งต่างไม่พอใจที่ได้รับการยื่นข้อเสนอค่าแรงขั้นต่ำที่ 3,000 ทากา (ราว 1,330 บาท) โดยแรงงานเหล่านี้ต้องการขึ้นค่าแรงมาอยู่ที่ 5,000 ทากา (ราว 2,200 บาท)
ชาฮิดุล อิสลาม ซาบัก เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานของบังกลาเทศ ระบุว่า ค่าแรงที่ได้ต่อรองกลับไปที่ 5,000 ทากาต่อเดือนนั้น น่าจะช่วยให้แรงงานเหล่านี้สามารถพอแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้นในบังกลาเทศได้บ้าง ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดภาวะเงินเฟ้อในสินค้าประเภทบริโภคที่ถีบตัวสูงขึ้นมากด้วย
แม้กระทั่งสถานการณ์ในจีนเอง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตของโลกนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแรงงานในภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทต่างก็ลุกขึ้นเรียกร้องขอเพิ่มค่าแรงและสวัสดิการอยู่บ่อยครั้ง ดังที่เกิดขึ้นกับการประท้วงของแรงงานในโรงงานผลิตของบริษัทรถยนต์โตโยต้าและฮอนด้า ตลอดไปจนถึงการประท้วงของแรงงานในโรงงานบริษัทไอที “ฟอกซ์คอน” ของไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวแทนผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายยี่ห้อดัง ทั้งไอโฟนและโนเกีย
ต่อการแก้ปัญหาดังกล่าว ภาครัฐประจำท้องถิ่นต่างๆ ของจีนได้ทยอยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามลำดับ โดยขณะนี้ค่าแรงในพื้นที่เซี่ยงไฮ้มีราคาแพงมากที่สุดในจีน อยู่ที่ 1,120 หยวนต่อเดือน หรือประมาณ 166 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 5,150 บาท)
โรเบิร์ต บรอดฟูต นักเศรษฐศาสตร์จากเพิร์ก บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจในฮ่องกง ให้ความเห็นว่าค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตที่สูงขึ้นในจีนนั้นกำลังทำให้ผู้ผลิตย้ายไปยังแหล่งผลิตอื่นๆ ที่มีต้นทุนถูกกว่า เช่น เวียดนาม กัมพูชา หรือบังกลาเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศเหล่านี้ และแม้ว่าในประเทศเหล่านี้จะพบปัญหาขึ้นบ้างเช่นกัน แต่ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับจีนแล้ว ระดับของปัญหานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
“จีนกำลังแพงขึ้นอย่างมากมาย และประเทศอื่นๆ ที่ด้อยพัฒนากว่าก็กำลังแพงขึ้นเช่นกัน แต่ทว่าช่องว่างระหว่างรายได้ต่อหัวในสถานที่อย่างบังกลาเทศ กัมพูชา และเวียดนาม เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในจีนนั้นต่างกันมาก” บรอดฟูต กล่าว
“ปัญหาการขอขึ้นค่าแรงของแรงงานในประเทศเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะไม่เพิ่มขึ้นทันการปรับขึ้นของแรงงานในจีน”
ที่กัมพูชานั้น การประท้วงหยุดงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วถือว่าเป็นวาระที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมของกัมพูชา ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการจัดเปิดการเจรจาขึ้นจากฝ่ายสหภาพแรงงานและฝ่ายผู้ผลิตในปลายเดือนนี้ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยมีแรงงานอยู่ราว 3.45 แสนคน ในภาคอุตสาหกรรมประเภทนี้
อิตสัมเฮ็ง รัฐมนตรีกิจการสังคมของกัมพูชา เตือนว่า หากเกิดการประท้วงของแรงงานขึ้นอีกนั้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการของตัวแรงงานเอง นอกเหนือจากจะกระทบต่อนายจ้าง และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมไปด้วย
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ที่เวียดนามนั้น แม้ว่ารัฐบาลเวียดนามได้ห้ามการตั้งสหภาพแรงงานที่เป็นอิสระขึ้น แต่กระนั้นได้เกิดการนัดหยุดงานประท้วงของแรงงานแล้วถึง 139 ครั้ง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2010 เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพในเวียดนามที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวพุ่งสูงขึ้นไปที่ 8.75% แล้วในปีนี้
การประท้วงของแรงงานส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การแสดงความไม่พอใจกับค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ประกอบกับสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ โดยแรงงานส่วนใหญ่นั้นต่างทำงานอยู่ในโรงงานของนายทุนต่างชาติ ซึ่งเมื่อเดือน เม.ย. ก็เกิดการประท้วงขึ้นของแรงงานหลายหมื่นคนในโรงงานผลิตรองเท้าของไต้หวัน
ส่วนในอินโดนีเซีย แหล่งแรงงานถูกอีกแห่งหนึ่งของเอเชียนั้น ทั่วอินโดนีเซียมีสหภาพแรงงานที่ทรงอำนาจมากที่สุดอยู่ 3 องค์กร ครอบคลุมแรงงานราว 3.4 ล้านคน และในขณะนี้ก็กำลังเกิดภาวะกดดันให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมากขึ้นทุกทีเช่นกัน โดยเฉพาะแรงงานในโรงงานสิ่งทอที่มีเจ้าของเป็นนายทุนต่างชาตินั้นได้เกิดการประท้วงขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหาชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินไป แต่ค่าแรงที่ได้นั้นกลับไม่สมดุลกับชั่วโมงการทำงาน
ทั้งนี้ ค่าแรงขั้นต่ำในอินโดนีเซียไม่ได้รับการกำหนดขึ้นจากรัฐบาลกรุงจาการ์ตา แต่จะขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ เมื่อปี 2008 ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่จังหวัดปาปัว ที่ 123 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 3,800 บาท) ส่วนค่าแรงที่ถูกที่สุดอยู่ที่ชวาตะวันออก ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 1,860 บาท)
สถานการณ์แรงงานในอินโดนีเซียได้ปะทุขึ้นเมื่อวันแรงงานในวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเกิดการเดินประท้วงใหญ่ขึ้นในกรุงจาการ์ตา แต่ทว่าตำรวจก็เข้าควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ
ขณะที่ในอินเดียซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดการเคลื่อนไหวของแรงงานอยู่บ่อยครั้ง ก็เกิดกรณีพิพาทเรื่องค่าแรงหลายครั้งในช่วงปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในโรงงานผลิตสินค้ายี่ห้อดังของโลก เช่น โนเกียของฟินแลนด์ ฮุนไดของเกาหลีใต้ ตลอดจนบอช ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีคุณภาพสูงจากเยอรมนีด้วยเช่นกัน







