
เศรษฐกิจสหรัฐยังทรุด โอบามารุดจัดยากระตุ้น
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองสำหรับข่าวต่างประเทศในรอบสัปดาห์นี้ ยังคงอยู่ที่ความเคลื่อนไหวในแวดวงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐและจีน
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มที่จะสร้างความวิตกกังวลให้กับหลายฝ่าย ผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นร่วมกับโอพีเนียน รีเสิร์ช ระบุว่า ชาวอเมริกันถึง 8 ใน 10 คน เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในรูปแบบที่ย่ำแย่มาก
ผลการสำรวจ ระบุว่า 81% ของชาวอเมริกัน เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจยังไม่เข้าที่เข้าทาง และอยู่ในสถานะที่ตกต่ำ โดยมีเพียง 18% เท่านั้นที่บอกว่าเศรษฐกิจดี
แรงกดดันจากรอบด้านเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวอย่างเชื่องช้านี้ ส่งผลให้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะใช้งบประมาณสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เพื่อลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงมาตรการยกเลิกภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจ ซึ่งจะใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ โอบามา ยังเสนอมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งจะใช้งบประมาณราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งมาตรการนี้จะเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนอย่างปลอดภาษี 100% จนถึงปี 2554
รัฐบาลสหรัฐคาดหวังว่ามาตรการใหม่เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ออกมาโจมตีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของโอบามาว่าจะไม่สามารถนำมาใช้เยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐอย่างได้ผล
nจีนหันเล่นบทพระเอกบนเวทีเศรษฐกิจโลก
ทางฝั่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหมายเลข 2 ของโลกอย่างจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกโจมตีในประเด็นเรื่องค่าเงินหยวนที่อ่อนค่ากว่าความเป็นจริง และการมุ่งเน้นเศรษฐกิจที่พึ่งพาเฉพาะแต่การส่งออก ล่าสุดจีนก็แสดงเจตนารมณ์ว่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีเปิดประตูรับการนำเข้าเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้า และปรับสมดุลการค้าโลกใหม่ รวมทั้งรับปากว่าจะปฏิบัติกับบริษัทต่างชาติอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จงก้วน รองผู้แทนการเจรจาฝ่ายจีน ยืนยันก่อนจะเปิดการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ ว่า จีนจะใช้มาตรการส่งเสริมการนำเข้าเพื่อช่วยสร้างภาวะสมดุลให้กับการค้าโลกใหม่ ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากสหรัฐว่าจีนยังคงสนับสนุนการส่งออกเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
รองผู้แทนการเจรจาฝ่ายจีน ระบุด้วยว่า จีนจะลดกฎระเบียบการนำเข้าให้น้อยลง ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้า และจะทำให้กระบวนการทางการเงินสำหรับการนำเข้ามีความง่ายขึ้นสำหรับบริษัทต่างๆ ในจีน
นอกจากนี้ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีจิ่นผิง รองประธานาธิบดีจีน ยังออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติกับบริษัทต่างชาติที่สนใจเข้ามาประมูลเพื่อทำสัญญากับภาครัฐอย่างเท่าเทียมด้วย ทั้งนี้ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มผู้นำธุรกิจทั้งในสหรัฐและยุโรป เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อจำกัดในการทำธุรกิจกับประเทศเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลก และก่อนหน้านี้จีนก็มักจะถูกนานาประเทศตำหนิกรณีไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ของรัฐ
nสัมพันธ์จีนอินเดียระอุ จีนสหรัฐยังเหนียวแน่น
นอกเหนือจากประเด็นทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นทางด้านความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศมหาอำนาจก็กลายมาเป็นที่จับตามอง
สายสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างจีนและอินเดียเริ่มร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี มันโมฮัน ซิงห์ ของอินเดีย ออกมาประกาศเมื่อกลางสัปดาห์ให้เร่งสร้างความพร้อมเพื่อรับมือกับอิทธิพลของจีนที่เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียใต้ ภูมิภาคซึ่งอินเดียมองว่าเป็นเขตอิทธิพลของตนมาโดยตลอด
นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระบุชัดเจนว่า จีนพยายามที่จะเข้ามาสร้างฐานที่มั่นในเอเชียใต้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ปัญหาความขัดแย้งของกรณีพิพาททางดินแดนในแถบเทือกเขาหิมาลัย รวมทั้งความพยายามในการขยายอิทธิพลของจีนเข้ามาในประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้หลายประเทศ อาทิ การสนับสนุนเงินทุนในการสร้างท่าเรือ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีอินเดียต้องออกมากล่าวเตือนในครั้งนี้
ท่ามกลางความขัดแย้งที่เรื้อรังยาวนานระหว่างจีนกับอินเดีย ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐกับจีนยังคงเป็นไปอย่างเหนียวแน่น ภายหลังจากเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ของจีน ย้ำชัดต่อคณะผู้แทนสหรัฐที่อยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ว่า จีนต้องการความสัมพันธ์ที่มั่นคงและแข็งแรงกับสหรัฐ หลังจากที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองกระท่อนกระแท่นมาตลอด







