
ยูเอ็นระบุทั้งรัฐบาล และกลุ่มกบฏซีเรียก่ออาชญากรรมสงคราม
รัฐบาลซีเรียจงใจโจมตีขบวนรถให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่กลุ่มกบฏใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์
สงครามซีเรียที่เกิดขึ้นระหว่างกองกำลังรัฐบาล และกลุ่มกบฏ ในการปะทะกันในเมืองอเลปโป เมื่อปีที่ผ่านมา สหประชาชาติได้พิจารณาให้การกระทำจากทั้งสองฝ่ายนั้นเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ตัวอย่างเช่นการทิ้งระเบิดโจมตีขบวนรถให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม โดยรัฐบาลซีเรีย เป็นต้น รายงานจากการสืบสวนของสหประชาชาติ
คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติได้ประกาศ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลซีเรีย และกองกำลังรัสเซียผู้เป็นพันธมิตร ใช้ระเบิดโจมตีหลายพื้นที่ของกลุ่มกบฏที่มีประชากรอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น ของเมืองอเลปโป ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึงวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา
อาชญากรรมทางสงครามที่ยูเอ็นพิจารณาในจำนวนนี้รวมถึงการทิ้งระเบิดบาร์เรล ระเบิดดาวกระจาย การยิงจรวด รวมไปถึงการใช้อาวุธเคมีเข้าโจมตี เป็นต้น
เมืองอเลปโป หนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของซีเรีย และมีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันยาวนาน ถูกแบ่งแยกออกเป็นฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก โดยรัฐบาล และกลุ่มกบฏ ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา
ปฏิบัติการโจมตียึดคืนพื้นที่ของเมืองอเลปโป โดยรัฐบาล ในฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ของกลุ่มกบฏ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของกลุ่มกบฏ หลังการต่อสู้เริ่มต้นขึ้นในปี 2011
จากรายงานระบุ เฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลซีเรียทิ้งระเบิดเคมี เข้าโจมตีพื้นที่ของกลุ่มกบฏ ตลอดปี 2016 ซึ่งอาวุธดังกล่าวส่งผลให้พลเมืองมากมายต้องบาดเจ็บล้มตาย นอกจากนั้นรัฐบาลยังใช้ยุทธิวิธีล้อมพื้นที่ของเมือง หากนักรบกลุ่มกบฏไม่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ นั่นทำกับพวกเขาจะต้องอดตาย
และในการสืบสวนครั้งนี้ ทางยูเอ็นพบว่ารัฐบาลซีเรียโจมตีทางอากาศใส่ขบวนรถให้ความช่วยเหลือจากยูเอ็น และสถาเสี้ยววงเดือนแดงแห่งซีเรีย ในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองอเลปโป เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 14 ราย ซึ่งประธานาธิบดีบาร์ซา อัล-อัสซาดออกมาปฏิเสธ แม้จะมีหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม และหลักฐานทางนิติเวชก็ตาม
ด้านฝั่งกลุ่มกบฏซีเรียเอง จากรายงานระบุ ในบางพื้นที่นักรบไม่ยอมให้ประชาชนอพยพ เนื่องจากต้องการใช้พวกเขาเป็นโล่มนุษย์ รวมถึงในบางครั้งการโจมตีจากกลุ่มกบฏเองก็ไม่ได้มีเป้าหมายทางการทหารที่ชัดเจน
ผลการสืบสวนครั้งนี้ประกอบขึ้นจากหลักฐานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางดาวเทียม ไปจนถึงบทสัมภาษณ์บรรดาเหยื่อ และพยานจากสงครามจำนวน 291 คน
ทั้งนี้ข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินการโดยรัสเซีย, อิหร่าน และตุรกี ยังไม่อาจสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศได้ การโจมตียังคงเกิดขึ้นประปราย และการเจรจาเพื่อสันติภาพรอบใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 14 มีนาคมนี้







