
สหรัฐถอยทัพออกจากอิรักเศรษฐกิจโลกยังต้องจับตา
สหรัฐถอนทัพกลับบ้าน
ประเด็นข่าวที่น่าจับตาที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นการประกาศถอนทหารของกองทัพสหรัฐออกจากอิรักของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ภายหลังจากเมื่อปี 2003 รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยกกองทัพเข้าไปบุกอิรัก เนื่องจากอ้างเหตุผลว่าอิรักครอบครอบอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง
การประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐในอิรักเป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ให้ไว้ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐระบุว่า ที่ผ่านมาสหรัฐทุ่มเทกับการทำสงครามซึ่งไม่เคยได้รับชัยชนะ ในขณะเดียวกันก็ละเลยการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดของสหรัฐในขณะนี้คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และช่วยให้ชาวอเมริกันจำนวนหลายล้านคนที่กำลังตกงานกลับมามีงานทำอีกครั้ง
ด้านโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ กล่าวในวันเดียวกันว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิรักได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับยอมรับว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่า เหตุใดสหรัฐจึงส่งกำลังทหารไปยังอิรักเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
ญี่ปุ่นผุดมาตรการฉุกเฉินประคองเยน
เศรษฐกิจโลกในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเงินเยนที่แข็งค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทางธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) จึงต้องเร่งออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว
ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาล ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจึงได้ออกมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาการแข็งค่าของเงินเยน ด้วยการขยายโครงการเงินกู้ยืมมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะเวลาเงินกู้ 6 เดือน สำหรับธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ เป็นมูลค่า 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.67 ล้านบาท) รวมกับแผนเงินกู้ที่มีการอนุมัติไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. อีกราว 20 ล้านล้านเยน (ราว 7.33 ล้านล้านบาท) ทำให้สถาบันการเงินภายในประเทศสามารถที่จะกู้เงินจากบีโอเจรวมมูลค่าทั้งสิ้น 30 ล้านล้านเยน (ราว 11 ล้านล้านบาท)
การแก้ไขปัญหาค่าเงินเยนเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องกระทำอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนเป็นการบ่อนทำลายภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งขับเคลื่อนด้วยการส่งออก และขยายตัวอย่างเปราะบางแต่เดิมของญี่ปุ่น







