posttoday
ลวงและร้อน

ลวงและร้อน

03 กันยายน 2553

เป็นสัญญาณต่อเนื่องกันมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลกเมื่อ ปี 2008 ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐตกต่ำอย่างที่สุด ฉุดเอาตลาดทั่วโลกดิ่งเหวตามลงไปด้วย

เป็นสัญญาณต่อเนื่องกันมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลกเมื่อ ปี 2008 ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐตกต่ำอย่างที่สุด ฉุดเอาตลาดทั่วโลกดิ่งเหวตามลงไปด้วย

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เป็นสัญญาณต่อเนื่องกันมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลกเมื่อ ปี 2008 ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐตกต่ำอย่างที่สุด ฉุดเอาตลาดทั่วโลกดิ่งเหวตามลงไปด้วย

มาถึงปี 2009 ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ กระเตื้องขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความหวือหวาของราคาน้ำมันหลังจากที่ดิ่งเหวไปพร้อมกับความวิตกต่อเศรษฐกิจโลกก็ไต่ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ ในปี 2009 จากราวๆ 5060 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่แถวๆ 7080 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน

นอกเหนือจากราคาน้ำมันก็ยังมีราคาทองคำที่ทำราคาหวือหวาต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังของปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2010 จนราคาพุ่งมาอยู่ที่เหนือระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในปัจจุบัน

แต่ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนภาคธุรกิจ ตลอดจนการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในสหรัฐนั้นยังไม่ได้ขึ้นอย่างที่น่าจะพอใจนัก

โดยเฉพาะภาคธุรกิจนั้น หลังจากการตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างสุดโต่ง และเตะลูกจ้างออกจากการจ้างงานกันเป็นเบือแล้ว ก็สามารถทำกำไรกันได้ ดังที่เห็นว่าในช่วงสองไตรมาสแรกของปีนี้ ภาคธุรกิจสหรัฐประกาศผลประกอบการเป็นบวกเป็นทิวแถว

แต่เป็นผลกำไรที่ไม่ได้เกิดจากการลงทุนใหม่ เป็นผลกำไรจากการประหยัด และตัดลดค่าใช้จ่าย หนำซ้ำ ตอนนี้ ภาคธุรกิจเหล่านี้ยังนั่งกอดกำไรกันไม่นำมาลงทุนใหม่ ก็เลยทำให้การจ้างงานไม่ฟื้นตัว
จากสภาพที่เห็นในด้านหนึ่ง การลงทุนในตลาดทุน ตลอดจนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นคึกคักอย่างที่สุด แต่การลงทุนในภาคจริงจากเอกชนในสหรัฐนั้นกลับยังฟุบตัวอยู่ นี่แหละครับ คือสภาพที่สหรัฐบอกว่ากำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว

เป็นภาวะที่ฟื้นตัวจากการลงทุนลวงในตลาดหุ้น ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นช่องทางที่จะทำให้นักลงทุนคืนทุนได้เร็วที่สุด หลังจากที่กระเป๋าฉีกไปตามๆ กันในช่วงปลายปี 2008

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อวานนี้ มีรายงานว่านักลงทุนทั่วโลกในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจนั้นต่างมุ่งหน้าไปลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินกันคับคั่ง มูลค่าการซื้อขายกันในแต่ละวันพุ่งสูงหลัก 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับจีดีพีของเยอรมนีตลอดทั้งปีทีเดียว

รายงานบอกว่า มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นมาถึง 20% ในแต่ละวันเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจหรือราว 3 ปีที่แล้ว โดยมาอยู่ที่ราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ราว 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดเงินในอังกฤษเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ติดเป็น 36.7% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในโลก ตามมาด้วยตลาดสหรัฐ คิดเป็น 18% ญี่ปุ่น 18% ตามมาด้วยสิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย

ไม่แปลกหรอกครับ ถ้าในวันนี้จะเกิดกระแสความวิตกว่า จะเกิดภาวะถดถอยซ้ำสองขึ้นในสหรัฐและในยุโรป เพราะจากที่ผ่านมาการลงทุนจริงแทบไม่เกิด มีแต่การลงทุนลวงไปทั่วโลก
หนำซ้ำ การเก็งกำไรในตลาดเงินยังจะก่อให้เกิดความเสี่ยงกับเงินหลายๆ สกุลในเอเชียอีกเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเงินเยน เงินด่อง หรือเงินบาท ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดครับ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน