
ห้างมะกันวิกฤต รุกดิจิทัลหวังสู้ออนไลน์
พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อสินค้าโดยตรงจากห้างร้านสู่การช็อปปิ้งออนไลน์ ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของห้างค้าปลีกหลายแห่งลดลง แม้เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งตามปกติแล้วเป็นช่วงที่ห้างค้าปลีกทำยอดขายได้มากที่สุดในรอบปี
พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อสินค้าโดยตรงจากห้างร้านสู่การช็อปปิ้งออนไลน์ ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของห้างค้าปลีกหลายแห่งลดลง แม้เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งตามปกติแล้วเป็นช่วงที่ห้างค้าปลีกทำยอดขายได้มากที่สุดในรอบปี
เมซีส์ และโคห์ลส์ รวมถึงเจซี เพนนี ต่างเปิดเผยว่ายอดขายในช่วงดังกล่าวปรับตัวลดลง โดยยอดขายของเมซีส์และโคลห์ส์ปรับลง 2.1% จากปีก่อนหน้านี้ ส่วนยอดขายของเจซี เพนนี ลดลง 0.8% ซึ่งทำให้เมซีส์และโคห์ลส์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐปรับลดคาดการณ์ผลกำไรประจำปีงบการเงิน 2016 ลง โดยเมซีส์ลดคาดการณ์ผลกำไรลงเหลือ 2.95-3.10 เหรียญสหรัฐ/หุ้น จาก 3.15-3.40 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ด้านโคห์ลส์ลดคาดการณ์ผลกำไรดังกล่าวในช่วงเดียวกันลงเหลือ 3.60-3.65 เหรียญสหรัฐ/หุ้น จากเดิมที่ 3.80-4.00 เหรียญสหรัฐ/หุ้น
ด้านรีเทลเน็กซ์ บริษัทวิจัยด้านการค้าปลีกในสหรัฐ คาดการณ์ว่า ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านแบบเดิมๆ จะมียอดขายลดลงราว 10% ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ขณะที่จำนวนผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในร้านปรับลง 12%
ทั้งนี้ สถานการณ์นี้ทำให้เมซีส์ประกาศปิดสาขาทั่วสหรัฐราว 68 แห่งภายในกลางปี 2017 ซึ่งส่งผลให้ต้องเลิกจ้างพนักงานรวมกว่า 1 หมื่นคน โดยการดำเนินการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดรายจ่ายของบริษัทได้ถึง 550 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งทำให้เมซีส์มีเงินลงทุนขยายหน่วยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของบริษัทเพิ่ม 250 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8,940 ล้านบาท)
ล่าสุด เดอะ ลิมิเต็ด ห้างค้าปลีกสหรัฐอีกรายที่จำหน่ายเสื้อผ้าสตรีเป็นหลัก ประกาศปิดร้านทั้งหมด 250 สาขา ภายในวันที่ 8 ม.ค. ส่งผลให้ต้องเลิกจ้างพนักงานราว 4,000 ราย โดย ลาร์รี ฟุลท์ซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของบริษัท ระบุในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทตัดสินใจปิดร้านทั้งหมดเนื่องจากประสบภาวะหนี้สินอย่างหนัก และการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกมีความยากลำบากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี เดอะ ลิมิเต็ดยังคงจำหน่ายเสื้อผ้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อยู่ และประกาศลดราคาสินค้าบนเว็บราว 50% ในขณะนี้
ลุยออนไลน์หวังกู้ชีพธุรกิจ
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายรายว่า การจ้างงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหนุนบริษัทค้าปลีกสหรัฐมียอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุด โดยสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐคาดการณ์ว่า ยอดค้าปลีกในปี 2016 จะปรับตัวขึ้น 3.6% จากปีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ยอดขายที่ปรับขึ้นดังกล่าวมาจากการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ โดยมาสเตอร์การ์ด คาดการณ์ว่า ยอดซื้อสินค้าจากบริษัทอี-คอมเมิร์ซพุ่งขึ้น 19% ในช่วงวันหยุดปลายปี 2016 เพิ่มขึ้นจากการขยายตัว 4% เมื่อปีก่อนหน้านี้
คาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ คาเรน โฮเกต์ ซีเอฟโอของเมซีส์ ว่า แม้ผู้บริโภคจำนวนมากมาดูสินค้าของจริงที่ร้าน แต่กลับไปสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวออนไลน์แทน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทปิดร้านหลายสาขาเพื่อมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการร้านอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในทำเลดีและยังทำเงิน รวมถึงลงทุนขยายหน่วยธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของบริษัทมากขึ้น
นอกจากเมซีส์แล้ว วอลมาร์ท ห้างค้าปลีกชื่อดัง ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับเมซีส์ โดยปิดร้านสาขาที่ไม่ทำกำไรกว่า 100 แห่งในสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา และลงทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เจ็ทดอทคอม
อย่างไรก็ดี วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า แม้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ได้ปรับตัวโดยขยายจำหน่ายสินค้าออนไลน์ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงนิยมซื้อสินค้าจากอเมซอน ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซที่ครองตลาดค้าปลีกออนไลน์สหรัฐ โดยสไลซ์ อินเทลลิเจนส์ บริษัทวิจัยด้านค้าปลีกออนไลน์ คาดว่าอเมซอนทำยอดขายได้ 38% ของยอดค้าปลีกออนไลน์ทั้งหมดในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีที่ผ่านมา ตามด้วยเบสต์บาย โค ที่ชิงสัดส่วนยอดขายช่วงดังกล่าวมาได้ 4%
หวั่น “ทรัมป์” ทำต้นทุนค้าปลีกพุ่ง
วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยว่า ห้างค้าปลีกหลายแห่ง เช่น วอลมาร์ท และคอสต์โค ยังเผชิญความเสี่ยงต้นทุนการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันในการทำไรให้บริษัทดังกล่าว
สก็อต ซิคคาเรลลี นักวิจัยจากธนาคารเพื่อการลงทุน อาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ตส์ ในแคนาดา เปิดเผยว่า นโยบายดังกล่าวของทรัมป์จะส่งผลให้ห้างค้าปลีกสหรัฐรายใหญ่หลายแห่งเสียรายได้เกือบ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.64 แสนล้านบาท) เนื่องจากบริษัทค้าปลีกจำนวนมากจำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าต่างๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้บรรดาห้างค้าปลีกต้องหาทางเพิ่มรายได้เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยการขึ้นราคาสินค้า
ซิคคาเรลลี คาดการณ์ว่า หากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ามีผล วอลมาร์ทที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถึง 20% จะเสียภาษีนำเข้าเพิ่มจาก 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.35 แสนล้านบาท) เป็น 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.71 แสนล้านบาท) เช่นเดียวกับคอสต์โค ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มจาก 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) เป็น 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.14 แสนล้านบาท)







