posttoday
มัสยิด @ กราวด์ซีโร สมานแผลใจ หรือซ้ำรอยร้าว 9/11

มัสยิด @ กราวด์ซีโร สมานแผลใจ หรือซ้ำรอยร้าว 9/11

29 สิงหาคม 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

กลายเป็นวิวาทะร้อนระอุที่แผ่ไปทั่วมหานครนิวยอร์กเสียแล้ว สำหรับกระแสทั้งสนับสนุนและต่อต้านแผนการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งมีมัสยิด รวมอยู่ด้วยบริเวณใกล้กับพื้นที่ “กราวด์ซีโร” อดีตที่ตั้งของอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งถูกเครื่องบินโดยสารพุ่งชนจนพังราบพนาสูญ ในเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปกว่า 3,000 คน

แน่นอนว่าแม้จะผ่านมาร่วม 9 ปีแล้ว ทว่าเหตุวินาศกรรมดังกล่าวยังคงฝากรอยร้าว และบาดแผลลึกในจิตใจของชาวอเมริกันนับล้านคน ในฐานะผู้สูญเสีย และผู้ที่ถูกกระทำอย่างไร้ความปรานี

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่ชาวนิวยอร์กส่วนใหญ่จะเกิดอาการต่อต้านมากกว่าสนับสนุน การตัดสินใจของคณะกรรมการอนุรักษ์แลนด์มาร์กของนครนิวยอร์ก ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ดำเนินการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลาม หรือที่เรียกว่า “ปาร์ก 51” อาคารสูง 13 ชั้น ภายใต้งบประมาณราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,300 ล้านบาท) โดยอยู่ห่างจากกราวด์ซีโร ไปเพียง 2 ช่วงตึกเท่านั้น

ทั้งนี้ เห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันแทบจะทุกสำนัก ล้วนพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว อาทิ ผลสำรวจที่จัดทำโดย ซีเอ็นเอ็น โอพีเนียน รีเสิร์จ และนิตยสารไทม์ ซึ่งพบว่า ชาวอเมริกันกว่า 68% และ 61% ตามลำดับ ต่างคัดค้านการสร้างมัสยิดบริเวณดังกล่าว

เช่นเดียวกับผลสำรวจของฟ็อกซ์ นิวส์ ที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 64% เห็นว่าแผนก่อสร้างดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม

กิลา บาร์ซวี คุณแม่รายหนึ่งที่สูญเสียลูกชายไปอย่างไม่มีวันกลับจากเหตุการณ์ 9/11 และเห็นว่ากราวด์ซีโรคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งฝังร่างไร้วิญญาณของลูกชายเอาไว้นั้น กล่าวว่า การสร้างมัสยิดในพื้นที่ดังกล่าว ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “นำมีดมากรีดหัวใจของเธอ”

“ถ้ามีการสร้างมัสยิดที่นั่นจริง เราจะระเบิดมันให้ราบ” โกบิ มอร์ ชาวซานฟานซิสโก ที่ลัดฟ้ามาร่วมประท้วงกับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าโปรเจกต์นี้จะไม่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันใช่ว่าผู้ต่อต้านจะมีแต่ชาวอเมริกันผิวขาวเสมอไป เพราะแม้แต่ชาวอเมริกันมุสลิม ผู้เป็นลูกหลานของเหล่าผู้อพยพจากตะวันออกกลาง ก็ยังไม่กล้าทวนกระแสที่รุนแรงครั้งนี้

ริมา ฟาคีห์ สาวน้อยวัย 24 ปี ที่สร้างประวัติศาสตร์พิชิตมงกุฎมิสยูเอสเอ ในฐานะ “สาวมุสลิม” คนแรก ก็ออกมาคัดค้านโครงการเจ้าปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้เช่นกัน เพราะแม้จะเห็นด้วยกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่อ้างถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา และมองว่าทุกฝ่ายควรตระหนักถึงเหตุโศกนาฏกรรมมากกว่าประเด็นทางศาสนา ทว่าที่ตั้งของมัสยิดก็ไม่ควรอยู่ใกล้กับที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่เสียงค้านเสมอไป ในเมื่อสหรัฐนั้นได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่ง Melting Pot หรือที่ที่ คนจากทั่วทุกมุมโลกผู้ปรารถนาเสรีภาพมารวมตัวกัน

อาลี อัคราม แพทย์วัย 39 ปี จากบรูกลิน กล่าวกับบีบีซีว่า ชาวมุสลิมเองจำนวนไม่น้อยก็ตกเป็นเหยื่อบริสุทธิในเหตุวินาศกรรมดังกล่าวเช่นเดียวกัน และใครก็ตามที่คัดค้านการสร้างมัสยิดดังกล่าว ถือว่าไม่ใช่คนอเมริกันที่แท้จริง (UnAmerican)

“เราพร่ำสอนเด็กๆ เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนาในสหรัฐ แต่เรากลับไม่เคยทำตามสิ่งที่เราพร่ำสอน” อัคราม กล่าว

เช่นเดียวกับที่กลุ่มผู้แทนชาวอเมริกันมุสลิม ยิว คริสต์ และกลุ่มก้อนอื่นๆ ราว 40 กลุ่ม ที่ได้รวมตัวกันออกมาสนับสนุนแผนการสร้างมัสยิด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยประกาศตัวว่าพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา

“พวกเราไม่ได้ถูกโจมตีโดยโลกมุสลิม และเราก็พร้อมสนับสนุนแผนการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในมหานครนิวยอร์ก 100%” ดอนนา โอคอร์เนอร์ โฆษกของกลุ่มครอบครัวจากเหตุ 9/11 ผู้สนับสนุนสันติภาพแห่งวันพรุ่งนี้ กล่าวกับเอพี

ไม่ว่าเรื่องอันแสนละเอียดอ่อนทางความรู้สึกเช่นนี้ จะจบลงโดยเอนเอียงไปทางฝ่ายต่อต้านหรือสนับสนุนก็ตาม ทว่าเรื่องนี้ได้เป็นเชื้อไฟอย่างดีที่นำมาสู่ปัญหายุ่งยากของ “ฝ่ายการเมือง” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยเฉพาะภายหลังจากที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประกาศจุดยืนยกมือสนับสนุนโครงการที่กำลังเป็นเผือกร้อนดังกล่าว ระหว่างร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ เนื่องในเทศกาลรอมฎอน หรือเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งแม้โอบามาจะออกมากลับลำหลังแสดงจุดยืนได้เพียงวันเดียว ทว่าก็ถือเป็นการจุดชนวนการเมืองระดับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว และยังเปิดช่องโหว่ให้บรรดาฝ่ายค้านริพับลิกันฉวยโอกาสใช้โจมตีท่านผู้นำและพรรคเดโมแครต ก่อนที่จะถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญในเดือน พ.ย.นี้

ซาราห์ พาลิน อดีตผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งคัดค้านแผนก่อสร้างร้อยล้านดังกล่าว และเป็นหนึ่งในหัวขบวนฝ่ายค้าน ระบุว่า การสร้างสุเหร่าใกล้กับพื้นที่กราวด์ซีโรนั้น เหมือนเป็นการทิ่มแทงหัวใจของครอบครัวผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อวินาศกรรม

ขณะที่ นิวท์ กินกริดช์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคริพับลิกัน ได้กล่าวในรายการฟอกซ์ มอร์นิง โชว์ ว่า แผนการสร้างมัสยิดใกล้กับจุดที่ชาวอเมริกันกว่า 3,000 คนต้องสังเวยชีวิตควรยุติลง พร้อมกันนี้ยังเปรียบเทียบการสร้างมัสยิดในบริเวณดังกล่าวว่า ไม่ต่างกับการสร้างอนุสรณ์ของนาซี ไว้ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หรือการสร้างศูนย์วัฒนธรรมของญี่ปุ่นไว้ใกล้กับเพิร์ลฮาร์เบอร์

แม้แต่แจ็ก รีด วุฒิสมาชิกจากพรรครัฐบาลเดโมแครต ก็ยังสวนทางกับแผนดังกล่าว โดยระบุว่า แม้ส่วนตัวจะสนับสนุนเป้าประสงค์ของการสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ดีที่ต้องการ “สร้างความปรองดอง และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับคนต่างศาสนา” ทว่า ก็ไม่เห็นด้วยกับแผนการสร้างมัสยิด ในบริเวณกราวด์ซีโร

“มัสยิดไม่สมควรจะตั้งอยู่ที่นั่น และไม่สมควรได้รับอนุญาตให้ตั้งอยู่ที่นั่น” รีด กล่าว

ด้านวุฒิสมาชิกรัฐเทกซัส จอห์น คอร์นิน กล่าวกับสำนักข่าวฟอกซ์ นิวส์ ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนา และไม่ใช่เรื่องฉลาดที่จะสร้างมัสยิดในสถานที่ซึ่งชาวอเมริกัน 3,000 คนเสียชีวิตจากการก่อการร้าย ทั้งนี้การตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำว่าทั้งรัฐบาล ทำเนียบขาว คณะรัฐมนตรีและประธานาธิบดี มีแนวคิดแปลกแยกจากกระแสหลักของคนอเมริกัน

กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยโครงการดังกล่าว แต่สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังโครงการกลับเห็นว่า แผนการก่อสร้างที่ว่านี้จะช่วยสร้างความปรองดองและความเข้าใจอันดีระหว่างกัน รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงการมีเสรีภาพในการนับถือ ศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน

อิหม่าม ไฟซาล อับดุล ราอุฟ ประธานกลุ่มซึ่งเป็นนักการศาสนาอิสลาม และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการปาร์ก 51 ระบุว่า การที่มีผู้แสดงความสนใจและความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว แสดงถึงความสำเร็จและจุดประสงค์ในการสร้างศูนย์อิสลามเกิดขึ้นเพราะเจตนาดี ที่ต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามที่แท้จริง เขาคิดว่าเหตุการณ์จะต้องคลี่คลายไปในที่สุด

“มิตรสหายของผมและตัวผมต่างเป็นพวกต่อต้านการก่อการร้าย ขณะเดียวกันพวกเราก็ต้องการปลุกขวัญชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่เกลียดชังการก่อการร้าย ให้มีกำลังใจลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้วาทกรรมที่กระตุ้นความรุนแรง” ราอุฟ เขียนลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก เดลี นิวส์

เช่นเดียวกับเดซี ข่าน ผู้อำนวยการสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าของมุสลิม ซึ่งอยู่เบื้องหลังการสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามและมัสยิด กล่าวในรายการ ThisWeek ของสถานีโทรทัศน์เอบีซี ว่า “เราต้องการให้โครงการนี้เป็นสะพานสร้างความเข้าใจ เราไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งในสังคม”

อย่างไรก็ตาม แม้การถกเถียงถึงความเหมาะสมของแผนก่อสร้างดังกล่าว จะยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด ตลอดจนเหตุผลของฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน ระหว่างการผดุงไว้ซึ่งหลักของสิทธิเสรีภาพกับการเยียวยาบาดแผลในจิตใจของชาวอเมริกัน

แต่ท้ายสุดแล้ว ไม่ว่าอภิมหาโปรเจกต์บนความขัดแย้งนี้จะลงเอยอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าว่าเจตนารมณ์ของการสร้าง “ปาร์ก 51” หรือศูนย์วัฒนธรรมมุสลิมแห่งนี้ เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการสร้างความปรองดอง หาได้ต้องการจุดเชื้อไฟให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้าในสังคม

ดังนั้น แม้ว่าเส้นทางที่จะพาไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว จะไม่ได้สวยหรูหรือโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ทว่าเส้นทางนั้นก็ไม่ควรลงเอยด้วยรอยเลือด คราบน้ำตา และความขัดแย้งอีกต่อไป...

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน