
โคเวสโตรย้ำไทยฐานลงทุน รับไทยแลนด์ 4.0
ยุทธศาสตร์ประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือการผลิตสินค้าเชิงมูลค่าที่จะใช้การวิจัยด้านนวัตกรรมเป็นหลัก
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ยุทธศาสตร์ประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือการผลิตสินค้าเชิงมูลค่าที่จะใช้การวิจัยด้านนวัตกรรมเป็นหลัก สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของบริษัทโคเวสโตร ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเยอรมันที่มีฐานการลงทุนโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกและโฟมในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง รองรับฐานการส่งออกอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อสร้าง ฯลฯ ไปยังประเทศต่างๆ ทั้งในอาเซียน รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ทั้งนี้ ในระหว่างการจัดงาน kfair 2016 ระหว่างวันที่ 19-26 ต.ค. เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมพลาสติกและยางนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ แพ็ททริค โธมัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โคเวสโตร เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนและนโยบายในประเทศไทย
“นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ถือว่าสอดคล้องกับการทำงานของบริษัทโคเวสโตรในปัจจุบัน เพราะบริษัทเน้นเรื่องการวิจัยเชิงนวัตกรรมเพื่อให้ได้เม็ดพลาสติกและโฟมที่มีคุณภาพ นำไปผลิตสินค้าตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโคเวสโตรยังมีระบบในการจัดการข้อมูลมหาศาลด้านงานวิจัย กระบวนการผลิตที่เชื่อมโยงกัน ที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสังคมโลก” โธมัส กล่าว
สาเหตุที่เลือกไทยเป็นฐานผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมองว่าไทยเป็นประเทศที่สำคัญ มีกำลังคน ซึ่งได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นคนหนุ่มสาวไฟแรง นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เปลี่ยนฐานการผลิตมาอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการหลายรายเลือกสั่งผลิตภัณฑ์จากไทยแทนการสั่งผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน โดยผลิตภัณฑ์หลายประเภท อาทิ อุปกรณ์ในสำนักงาน เครื่องพิมพ์ต่างๆ ก็เริ่มมีการผลิตในประเทศไทย
“ไทยมีแรงงานที่มีคุณภาพ การติดต่อระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนทำได้ง่าย สำหรับโคเวสโตร เราได้ตั้งศูนย์การผลิตโพลีคาร์บอเนตในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งนับว่าเป็น 1 ใน 8 ศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของโคเวสโตร และเป็นก้าวสำคัญของโคเวสโตรอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัจจุบันแรงงานในประเทศจีนเริ่มมีค่าแรงเพิ่มขึ้นและมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ไทยจึงเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบไทยกับประเทศอาเซียนอื่นๆ นั้น โธมัสให้ความเห็นว่า ไทยยังคงสำคัญที่สุด เพราะมีศูนย์การผลิตขนาดใหญ่แห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียนของโคเวสโตร อยู่ หากมองในแง่การเจริญเติบโตของธุรกิจแล้ว เวียดนามก็เป็นตลาดกำลังเจริญเติบโตมากขึ้น เนื่องจากมีแรงงานค่าแรงถูก ศูนย์การผลิตอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร ก็เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่เวียดนาม ถึงแม้ว่าเวียดนามจะมีค่าแรงถูกกว่า แต่บุคลากรของไทยก็เป็นแรงงานที่มีคุณภาพมากกว่า เหมาะสมเป็นฐานการลงทุนหรือฮับภูมิภาคอาเซียนได้
โธมัส ทิ้งท้ายว่า ศูนย์การผลิตโพลีคาร์บอเนตในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นคำมั่นสัญญาในการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี ว่าบริษัทจะยังคงใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนต่อไปในอนาคต เพราะไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมสุด รวมทั้งมีแผนการลงทุนในศูนย์การผลิตดังกล่าวที่จะมีการสร้างเพิ่มอยู่เสมอ เพื่อขยายศูนย์การผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เติบโตในอนาคต







