
ใครบ้างที่มีสิทธิออกเสียงในประวัติศาสตร์อเมริกา
สำนักข่าวอัลจาซีรารวบรวมข้อมูลพัฒนาการของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกามาให้ชมกัน
สำนักข่าวอัลจาซีรารวบรวมข้อมูลพัฒนาการของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกามาให้ชมกัน
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่นี้ ไม่ว่าฮิลลารี คลินตัน หรือโดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ก็ตาม ตลอดเส้นทางสู่ทำเนียบขาวที่คุณผู้ชมได้ติดตามมาร่มแรมปี ทั้งหมดคือกระบวนการทางประชาธิปไตยที่อเมริกาปลูกฝัง และสั่งสมมายาวนาน
มาร่วมย้อนรอยพัฒนาการของการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ที่สำนักข่าวอัลจาซีราได้รวบรวมเอาประวัติศาสตร์การลงคะแนนเสียงของประเทศนี้มาให้ชมกัน ว่าใครกันบ้างที่มีสิทธิออกเสียงในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ค.ศ. 1776 - เฉพาะชายผิวขาวผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ในการประกาศการลงนามอิสรภาพ สิทธิของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในตอนนั้นคือชายผิวขาว ผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปแตสแตนด์ ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน และมีอายุมากกว่า 21 ปีเท่านั้น แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ให้สิทธิลงคะแนนแก่ผู้ครอบครองที่ดินที่เป็นผู้หญิงด้วยเช่นกัน
ค.ศ. 1787 - ไม่มีมาตรฐานของรัฐบาล รัฐเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครมีสิทธิออกเสียง
ในปีนั้นไม่สามารถตกลงมาตรฐานของผู้มีสิทธิออกเสียงได้ รัฐบาลกลางจึงมอบอำนาจให้แต่ละรัฐเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งยังคงเป็นชายผิวขาวผู้ครอบครองที่ดินดังเดิม
ค.ศ. 1790 - เฉพาะชายผิวขาวผู้เป็นพลเมือง
กฏหมายสัญชาติอเมริกาผ่านในปีนี้ บรรดาผู้อพยพมาตั้งรกรากยังประเทศใหม่สามารถได้สัญชาติ เป็นพลเมืองอเมริกันได้
ค.ศ. 1792 - ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติในรัฐนิวแฮมป์เชียร์
รัฐนิวแฮมป์เชียร์เป็นรัฐแรกที่ทิ้งเงื่อนไขของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดไป และขยายสิทธิการลงคะแนนให้แก่ชายผิวขาวทุกคน
ค.ศ. 1807 - ผู้หญิงในรัฐนิวเจอร์ซีย์ถูกแบนจากการออกเสียง
รัฐนิวเจอร์ซีย์ออกกฏหมายปฏิเสธห้ามผู้หญิงลงคะแนน เป็นเวลากว่า 113 ปี กว่าผู้หญิงในสหรัฐจะมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ค.ศ. 1828 - ศาสนาไม่เป็นอุปสรรค
รัฐแมรี่แลนด์เป็นรัฐสุดท้ายที่ยกเลิกข้อจำกัดทางศาสนา เมื่อผ่านร่างกฏหมายใหม่ ที่ระบุให้ชายผิวขาวทุกคนไม่อาจปฏิเสธการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเหตุผลทางศาสนาได้
ค.ศ. 1848 - เกิดการต่อต้านระบบทาส และเรียกร้องสิทธิผู้หญิง
เกิดการประชุมเพื่อสิทธิผู้หญิงขึ้น บรรดานักหนังสือพิมพ์ และอดีตทาสพากันสนับสนุนสิทธิของผู้หญิง
ค.ศ. 1856 - ทุกรัฐอนุญาตให้ชายผิวขาวทุกคนมีสิทธิออกเสียง
รัฐนอร์ท แคโรไลนาคือรัฐสุดท้ายที่ยกเลิกข้อกำหนดว่าต้องเป็นชายผู้ถือครองที่ดินเท่านั้น จึงจะสามารถออกเสียงได้
ค.ศ. 1868 - อดีตทาสได้รับสัญชาติอเมริกัน
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐผ่านร่างกฏหมาย อดีทาสสามารถเป็นพลเมืองสหรัฐได้ ส่วนการลงคะแนนเสียงมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นเพศชาย
ค.ศ. 1870 - สิทธิการออกเสียงไม่อาจถูกปฏิเสธโดยเชื้อชาติ
รัฐบาลไม่อาจปฎิเสธสิทธิการออกเสียง โดยอ้างเชื้อชาติได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาบางรัฐตัดสินใจใช้มาตรการบางอย่างเช่น ภาษีการโหวต ไปจนถึงการทดสอบความรู้ความสามารถของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอในการออกเผสียงหรือไม่
ค.ศ. 1872 - ผู้หญิงพยายามเรียกร้องสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
Susan B. Anthony ถูกจับกุมตัว และขึ้นศาลหลังพยายามที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี และในเวลาเดียวกันนั้น Sojourner Truth อดีตทาสและนักเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรม และเท่าเทียมก็ออกมาเรียกร้องการออกเสียงของผู้หญิง
ค.ศ. 1876 - คนพื้นเมืองไม่สามารถลงคะแนนได้
ศาลฎีกาปฎิเสธ ชนพื้นเมืองอเมริกันไม่ใช่ชาวอเมริกัน และไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14
ค.ศ. 1882 - คนจีนไม่ใช่อเมริกัน
พระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดให้คนจีนได้รับสิทธิเป็นพลเมืองสหรัฐ
ค.ศ. 1890 - รัฐไวมิงออกกฏหมายให้ผู้หญิงลงคะแนนเสียงได้
รัฐไวโอมิงเป็นรัฐแรกที่ออกกฏหมายให้ผู้หญิงตามรัฐธรรมนูญสามารถลงคะแนนเสียงได้
ค.ศ. 1890 - คนพื้นเมืองต้องยื่นขอสัญชาติ
ชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดง สามารถยื่นขอสัญชาติได้ กระบวนการนี้จะได้รับการอนุมัติเช่นเดียวกับการรับผู้อพยพ
ค.ศ. 1912 - 13 - ผู้หญิงเดินขบวนเพื่อสิทธิเลือกตั้ง
บรรดาผู้หญิงชาวอเมริกันพากันเดินขบวนผ่านนิวยอร์ก และวอชิงตัน ดีซี เรียกร้องสิทธิออกเสียง
ค.ศ. 1919 - ชนพื้นเมืองอเมริกันได้รับสัญชาติทันที เมื่อเข้าเกณฑ์ทหาร
บรรดาชนพื้นเมืองชาวอเมริกันที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 จะได้รับรองสัญชาติ
ค.ศ. 1920 - สิทธิลงคะแนนถูกขยายไปยังผู้หญิง
ผู้หญิงอเมริกันมีสิทธิเลือกตั้งในระดับรัฐ และของรัฐบาลกลาง
ค.ศ. 1922 - คนเอเชียไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน
กฏศาลฎีกากำหนดผู้มีเชื้อสายญี่ปุ่นไม่อาจเป็นพลเมืองสหรัฐได้ รวมทั้งคนอินเดียด้วยเช่นกัน
ค.ศ. 1924 - หลายรัฐยังคงไม่อนุญาตให้ชนพื้นเมืองออกเสียง
ค.ศ. 1947 - ยกเลิกการห้ามชนพื้นเมืองออกเสียง
Miguel Trujillo ชนพื้นเมืองอดีตนาวิกโยธิน ฟ้องรัฐนิวเม็กซิโกที่ไม่อนุญาตให้เขาเลือกตั้ง เขาชนะ รัฐนิวเม็กซิโก และอริโซนาต้องมอบสิทธิในการออกเสียงแก่ชนพื้นเมืองทุกคนในรัฐ
ค.ศ. 1952 - คนที่มีเชื้อสายเอเชียสามารถลงคะแนนได้
ค.ศ. 1961 - แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 23 พลเมืองในวอชิงตัน ดีซี สามารถลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีได้
ค.ศ. 1963 - สิทธิในการออกเสียงเป็นสิทธิมนุษยชน
ค.ศ. 1964 - การลงคะแนนเสียง ไม่จำเป็นต้องเฉพาะผู้จ่ายภาษี
แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 24 รับประกันว่าสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง จะไม่ถูกปฏิเสธ แม้คนๆนั้นจะไม่ได้จ่ายภาษี
ค.ศ. 1971 - เกณฑ์อายุต่ำสุดที่ออกเสียงเลือกตั้งได้คือ 18 ปี
แก้ไจรัฐธรรมนูญฉบับที่ 26 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป เป็นผลมาจากสงครามเวียดนาม ที่มองว่าหากบุคคลโตพอที่จะไปรบ ก็โตพอที่จะลงคะแนนเสียงได้เช่นกัน
ค.ศ. 1975 - เอกสารการลงคะแนนสำหรับภาษาอื่นๆ
การแก้ไขสิทธิการออกเสียง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งต้องมีภาษาอื่นประกอบ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ
ค.ศ. 1993 - ทำให้การลงทะเบียนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นง่ายขึ้น
ค.ศ. 2000 - ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนอาณานิคมของสหรัฐเป็นพลเมือง แต่ไม่อาจลงคะแนน
ในจำนวนนี้รวมถึง เปอโต ริโก, กวม , กลุ่มเกาะอเมริกันซามัว และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา หรือคิดเป็นประมาณ 4.1 ล้านคน ไม่มีสิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และสภาคอนเกรส
ค.ศ. 2001 - เกิดการอภิปราย นานแค่ไหนกว่าอาชญากรจะได้สิทธิในการลงคะแนนเสียงกลับมา
ในรัฐส่วนใหญ่ผู้คนที่ต้องโทษจำคุก หรือรอลงอาญาไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ในบางรัฐแถบทางใต้ ผู้ที่มีความผิดทางอาญาไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองในรัฐได้ตลอดไป
ค.ศ. 2002 - ปฏิรูปการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
เพื่อแก้ปัญหาการไม่ได้มาตรฐาน มีการปรับการลงคะแนนสำหรับผู้พิการ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงความจำเป็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนการลงคะแนน
ค.ศ. 2009 - ทหารประจำการยังต่างประเทศลงคะแนนเสียงได้
จัดการลงคะแนนผ่านอีเมล หรืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับทหารอเมริกันที่ประจำการยังต่างประเทศ
ค.ศ. 2013 - ส่วนหนึ่งของการปรับปรุงการเลือกตั้ง
ศาลฎีกาตรวจสอบกฏหมายที่กำหนดให้บรรดานักการเมืองของรัฐที่มีประวัติต่อต้านชนกลุ่มน้อย จำต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลกลางก่อนเปลี่ยนแปลงกฏการลงคะแนนของรัฐ เพื่อความเป็นธรรม
ขอบคุณภาพจากอัลจาซีรา







