posttoday
พพ.ตามรอยพระราชดำริ ขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชน

พพ.ตามรอยพระราชดำริ ขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชน

07 พฤศจิกายน 2559

พลังงานทดแทนนับเป็นหนึ่งในพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีพระราชดำริโครงการสำคัญหลายโครงการ ที่พระองค์ทรงค้นคว้าและพัฒนา เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานพื้นฐานไว้ใช้ในอนาคต

พลังงานทดแทนนับเป็นหนึ่งในพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีพระราชดำริโครงการสำคัญหลายโครงการ ที่พระองค์ทรงค้นคว้าและพัฒนา เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานพื้นฐานไว้ใช้ในอนาคต

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในฐานะกลไกหนึ่งของกระทรวงพลังงานพร้อมขับเคลื่อนและสานต่อโครงการพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง

ประพนธ์ วงศ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า พระองค์ท่านคือ “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” ทรงริเริ่มพลังงานทดแทนมากมายด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงมีพระราชดำริริเริ่มโครงการผลิตพลังงานชีวภาพ จากพืชผลทางการเกษตร อาทิ ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง เนื่องจากไทยมีการเพาะปลูกเป็นจำนวนมาก  พระองค์ทรงค้นคว้าและพัฒนาจนเป็นไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์จนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของชาติในขณะนี้ โดยกระทรวงพลังงานได้น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ผลิตผลจากปาล์มน้ำมันปีละกว่า 8 แสนตัน มันสำปะหลัง 2 ล้านตัน กากน้ำตาล 3 ล้านตัน มาผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพผสมอยู่ในดีเซลและเบนซิน

นอกจากนี้ ยังมีแนวพระราชดำริส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโครงการพลังน้ำขนาดเล็ก (กำลังการผลิต 200-6,000 กิโลวัตต์) และขนาดเล็กมาก (กำลังการผลิตต่ำกว่า 200 กิโลวัตต์) ซึ่งเกิดจากการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร เพื่อช่วยให้ประชาชนในชุมชนห่างไกลมีไฟฟ้าไว้ใช้ ถือเป็นโครงานที่ทาง พพ.ได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าว กระจายการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่มีความต้องการไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กอยู่จำนวน 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 59,314 กิโลวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 ส่วนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากมีจำนวน 89 แห่ง รวมกำลังการผลิต 5,203 กิโลวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 7 โครงการ คาดว่าจะเสร็จในปี 2562 เช่นกัน ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของ พพ.ร่วมกับชุมชนแต่ละพื้นที่

"การส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำมีโครงการที่สำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่กำปอง จ.เชียงใหม่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำไอกระเปาะ จ.นราธิวาส โรงไฟฟ้าทุ่งเพล จ.จันทบุรี เป็นต้น อย่างโรงไฟฟ้าไอกระเปาะผมมีโอกาสได้ลงไปดำเนินการเอง สมัยนั้นยังไม่มีเรื่องความมั่นคง เดินทางไกล เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะเล็ก ทุกอย่างใช้ของไทย แรกๆ งบประมาณยังไม่มี ต้องใช้มือหมุน เมื่อ พพ.เข้าไปดูก็ปรับปรุงเครื่องให้ใหม่ ทุกวันนี้เป็นแบบอัตโนมัติผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก 2 เครื่อง เครื่องละ 100 กิโลวัตต์ ใช้มาร่วม 20 ปีแล้ว" ประพนธ์ กล่าว

อธิบดี พพ. กล่าวว่า ข้อดีของโรงไฟฟ้าประเภทนี้นอกจากมีไฟฟ้าไว้ใช้เองในชุมชนแล้ว ยังช่วยการจัดสรรน้ำให้กับภาคเกษตร รวมไปถึงการช่วยในเรื่องทางเทคนิคของกำลังส่งไฟฟ้า หรือเรียกว่ายกโวลต์ให้กับระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งปกติจะมีการจ่ายไฟฟ้าจากส่วนกลางไปยังพื้นที่นอกเขต ที่อยู่ปลายทางสายส่งทำให้เกิดไฟฟ้าตกได้ เมื่อมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเข้ามาเสริมให้การจ่ายไฟฟ้าได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลักของการบริหารโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้เองหรือนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือขายเข้าระบบ ซึ่งบริหารโดยชาวบ้านเรียกว่า โรงไฟฟ้าระดับหมู่บ้าน ประเภทนี้จะตั้งในพื้นที่ป่าเป็นลักษณะของการอนุรักษ์พลังงานเป็นการผลิตเองใช้เอง วิธีการดำเนินการนั้นจะแตกต่างจากที่อื่น โดยคนในพื้นที่จะต้องเสนอเรื่องเข้ามายังส่วนราชการผ่านอำเภอ จังหวัด และพลังงานจังหวัด ถึงความต้องการไฟฟ้า มีข้อตกลงว่าภาครัฐจัดหาในส่วนที่เขาไม่มี เช่น การหาวัสดุ เครื่องจักร ปูน เหล็ก ส่วนทรายหรือกรวดในพื้นที่น่าจะหาได้ แรงงานต้องระดมคนเข้ามาก่อสร้าง ซึ่งคล้ายกับนโยบายประชารัฐต้องช่วยกัน ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีความเป็นเจ้าของด้วย  เพราะหลังจากนี้จะต้องบริหารการขายไฟฟ้า โดยรายได้ที่เกิดขึ้นจะต้องโอนให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อนำไปจัดสรรให้กับชุมชนเจ้าของพื้นที่ผ่านโครงการเสนอขอใช้เงินดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามแผนใน 5 ปีข้างหน้าจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนอีก 33 แห่ง รวมกำลังการผลิตกว่า 7,372 กิโลวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือ เนื่องจากมีศักยภาพพื้นที่เหมาะสมมีภูเขา ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และพะเยา ส่งผลให้จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำรวม 145 แห่งในอนาคต

นอกจากนี้ พพ.ยังได้สนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับชุมชนเรียกว่า "โซลาร์ปั๊ม" เป็นเทคโนโลยีใหม่ใช้ในพื้นที่ห่างไกล โดยจะสูบน้ำจากแหล่งน้ำเป้าหมายมาใช้อุปโภค บริโภคและทำการเกษตร รวมถึงการส่งเสริมไบโอแก๊สจากมูลสัตว์สู่พลังงานครัวเรือน เนื่องจากไทยมีอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ในประเทศ มีมูลสัตว์และของเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนผลิตเป็นก๊าซชีวภาพแทนก๊าซหุงต้มในครัวเรือนได้อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI