
ข่าวลือสะพัดอีซีบีลดคิวอี กดดันแบงก์ชาติยุโรปจนมุม
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีกำหนดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 20 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ส พบว่าอีซีบีจะยังคงมาตรการเอาไว้เช่นเดิมในการประชุมเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ในการประชุมเดือนนี้อาจมีการพูดคุย
ปรับมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์และเริ่มดำเนินการในเดือน ธ.ค.
การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือที่แพร่สะพัดอยู่ในตลาดอยู่แล้วว่า อีซีบีกำลังจะเริ่ม “ลด” โครงการซื้อคืนสินทรัพย์ที่ปัจจุบันอยู่ที่อัตราเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) เนื่องจากกฎของอีซีบีในปัจจุบันทำให้การเข้าซื้อสินทรัพย์นั้นจำกัดกว่าธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม อีซีบีก็ไม่สามารถลดโครงการซื้อคืนสินทรัพย์ได้ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยากจะฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย
แม้โฆษกของอีซีบีจะเดินหน้าปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว แต่การลดโครงการซื้อคืนสินทรัพย์ก็ยังเป็นที่พูดถึงในตลาดโดยสาเหตุที่ตลาดมีการพูดถึง “ข่าวลือ” ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดมองว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ของอีซีบีกำลังเดินมาถึงทางตันแล้ว เนื่องจากอีซีบีมีกฎที่ตั้งขึ้นเอง ซึ่งแตกต่างจากธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจรายอื่น คือ อีซีบีจะไม่เข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ลบ 0.4% และจะซื้อเฉพาะพันธบัตรที่มีอายุระหว่าง 2-30 ปี
กฎดังกล่าวส่งผลให้อีซีบีไม่สามารถซื้อพันธบัตรที่มีอยู่ทั้งตลาดได้ทั้งหมด โดยจากการประเมินของโรโบแบงก์ ธนาคารสัญชาติเนเธอร์แลนด์ พันธบัตรทั้งตลาดซึ่งรวมถึงพันธบัตรที่เข้าข่ายกฎของอีซีบีและไม่เข้าข่ายมีอยู่ทั้งหมดราว 7.5 ล้านล้านยูโร (ราว 285 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับสัดส่วนปัจจุบันที่อีซีบีเข้าซื้อพันธบัตรทะลุ 1 ล้านล้านยูโร (ราว 38 ล้านล้านบาท) ไปแล้วเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จากกฎของอีซีบีแล้วอีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรของแต่ละชาติสมาชิกตามขนาดเศรษฐกิจของชาติสมาชิกนั้นๆ ส่งผลให้อีซีบีต้องเข้าซื้อพันธบัตรของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยูโรโซนมากที่สุด และเริ่มสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลเยอรมนีที่มีการออกพันธบัตรใหม่น้อยจากมาตรการรัดเข็มขัด แต่กลับต้องหาพันธบัตรให้ได้เดือนละมากกว่า 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.8 แสนล้านบาท) มาให้อีซีบีซื้อคืน
นับตั้งแต่ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.04% และทำให้พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี หลุดพ้นจากแดนลบ โดยแม้จะเป็นการเปิดช่องให้อีซีบีมีพันธบัตรในการซื้อคืนมากขึ้น แต่ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่านักลงทุนพึ่งพามาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ขนาดใหญ่ของทั่วโลกมากแค่ไหน
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงไป เป็นผลมาจากความกังวลจากการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต และยังเป็นผลมาจากที่
นักลงทุนต่างคาดหวังให้อีซีบีผ่อนคลายกฎต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเองเพื่อหาทางเข้าซื้อพันธบัตรให้มากขึ้น
ไม่เพียงแต่สำนักข่าวรอยเตอร์สเท่านั้นที่มีการรายงานเรื่องดังกล่าว โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กก็มีการรายงานอ้างแหล่งข่าวเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า อีซีบีอาจลดมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ลงเช่นกัน โดยจะปรับลดจากอัตราเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) เหลือ 70 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับลดจนกระทั่งสิ้นสุดการใช้โครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)
ขณะเดียวกัน ทุชกา มหาราชนักกลยุทธ์ของเจพี มอร์แกน วาณิชธนกิจชื่อดัง คาดการณ์ว่าอีซีบีอาจจะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงจาก 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นอัตราเดิมก่อนที่อีซีบีจะเพิ่มมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์มา 2 หมื่นล้านยูโร (ราว 7.6 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
“แม้เราจะไม่เห็นด้วยที่อีซีบีจะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ แต่พวกเราเห็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามว่าอีซีบีอาจจะลดขนาดอัตราเข้าซื้อสินทรัพย์ลงเหลือขนาดดั้งเดิม” มหาราช กล่าว
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.4% เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไม่ใกล้เคียงกับเป้าหมายปัจจุบันที่อีซีบีตั้งเอาไว้ที่เกือบ 2% โดยอีซีบีปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในการประเมินในรายงานประจำไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.3% สำหรับปี 2016 ลดลงจากการคาดการณ์ที่คาดไว้ในไตรมาสแรกที่ 0.7% ขณะที่ลดของปี 2017 ลงจาก 1.3% เมื่อคาดการณ์ในไตรมาส 2 เหลือ 1.2%
อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ถึงเป้าหมายนี้และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ประกอบกับความเปราะบางของภาคธนาคารในปัจจุบัน และความเสี่ยงจากเบร็กซิตที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการและสร้างความผันผวนไปอีกอย่างน้อยถึงปี 2019 ส่งผลให้อีซีบีไม่สามารถเลิกมาตรการกระตุ้นในตอนนี้ได้
นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าอีซีบีจะขยายระยะเวลาสิ้นสุดการใช้มาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ออกไปก่อน ซึ่งมาตรการในปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 2017 เช่น ยูบีเอส โกลบอล รีเสิร์ช คาดการณ์ว่าอีซีบีจะขยายอายุโครงการคิวอีออกไปอีก 6 เดือน ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่การยืดอายุไปอีก 6 เดือน จะช่วยให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว (ยิลด์เคิร์ฟ) ถ่างขึ้นได้
ระยะห่างของยิลด์เคิร์ฟจะสามารถช่วยภาคธนาคารได้ เนื่องจากภาคธนาคารพาณิชย์มักกู้ยืมระยะสั้นและปล่อยกู้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยูบีเอสเชื่อว่าหากมาตรการขยายอายุไปมากกว่า 6 เดือน เป็น 9 เดือน จะทำให้ยิลด์เคิร์ฟกลับมาแคบลง เนื่องจากนักลงทุนจะเริ่มมองหาการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโครงการคิวอีทั้งรูปแบบและปริมาณ
ตลาดยังรอจับตาสัญญาณใดจากมาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ซึ่งจะเป็นผู้แถลงการณ์การประชุมในวันที่ 20 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ท่ามกลางภาวะที่อีซีบีไม่อาจลดและเพิ่มมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ได้ หรืออาจเรียกได้ว่าติดอยู่ในภาวะจะกลับตัวก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็อาจจะไม่ถึงก็เป็นได้







