
โอกาสธุรกิจไทย ใต้นโยบาย'วันเบลท์วันโรด'
จากงานสัมมนา อินสไตล์ ฮ่องกง ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
จากงานสัมมนา อินสไตล์ ฮ่องกง ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HK TDC) เปิดโอกาสให้แก่ผู้บริหารไทยที่ต้องการใช้รูปแบบธุรกิจของฮ่องกง เพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุนในเวทีระดับโลก สอดคล้องกับนโยบาย วันเบลท์วันโรด (One Belt and Road) ที่ประกอบด้วยประเทศต่างๆ กว่า 65 ประเทศ
วินเซนต์ โล ประธานองค์การสภาพัฒนาฮ่องกง เปิดเผยถึงโอกาสของนักลงทุนไทย ในการใช้ประโยชน์จากนโยบาย วันเบลท์วันโรด ว่าประเทศไทยมีจุดเด่นในด้านดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แม้ว่าค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศจีนและฮ่องกง อีกทั้งมีความพร้อมมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
สิ่งที่ไทยควรทำ คือ เพิ่มการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สร้างกฎระเบียบด้านการลงทุน และมาตรการทางภาษีที่ชัดเจน กล่าวคือ สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุน
สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการบุกตลาดต่างประเทศ มองว่าควรออกสู่สนามต่างประเทศพร้อมกับแบรนด์ใหญ่ หรือพร้อมกับหน่วยงานราชการ ในการสนับสนุนการออกงานแสดงโชว์ เพราะการบุกเพียงลำพังตั้งแต่เริ่มอาจมีความเสี่ยงมากกว่า ยิ่งตลาดฮ่องกงที่มีการแข่งขันรุนแรง ซึ่งตลาดจีนมีโอกาสมากกว่าในแง่เป็นตลาดขนาดใหญ่
ขณะที่ทัศนคติของผู้บริโภค (ชาวจีน) ให้ความเชื่อถือสินค้าแบรนด์ไทย โดยตัวอย่างสินค้าแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน ได้แก่ แบรนด์ศรีจันทร์ หรือแบรนด์สินค้าเกษตรแปรรูปของไทย โดยคนจีนนิยมผลไม้จากเมืองไทยมาก
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องหาจุดแข็งของตนเองให้เจอ และเลือกทำตลาดในเมืองที่เหมาะสมกับตนเอง
สำหรับสถานการณ์ของประเทศจีนในปัจจุบัน พร้อมส่งออกอุตสาหกรรม ประเทศไทยต้องมองไปข้างหน้าว่า สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ได้อย่างไร ในการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนจีนมากขึ้น
ทั้งนี้ ฮ่องกงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ทำงานร่วมกับประเทศไทย ภายใต้นโยบายนี้ โดยการจัดงานสัมมนาครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณความพร้อมในการร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งกลไกต่อไปวางแผน หารือร่วมกับสมาคมหอการค้าไทย ในทิศทางความร่วมมือที่ชัดเจน เมื่อประสบความสำเร็จ คาดว่าสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักธุรกิจฮ่องกงสู่ประเทศไทยจะเพิ่มมากขึ้น โดยไทยเหมาะสมในด้านการเป็นฐานการผลิต และแหล่งวัตถุดิบ โดยเฉพาะด้านอาหาร อีกทั้งไทยเด่นในเรื่องบริการ
ในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวฮ่องกง เดินทางมายังประเทศไทยสูงถึง 6.7 แสนคน ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญที่สุด
ริมสกี้ ยูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง กล่าวถึงเหตุผลที่ธุรกิจของไทยควรจะร่วมมือกับฮ่องกงว่า ฮ่องกงมีข้อได้เปรียบภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แม้ฮ่องกงจะเป็นเขตการปกครองพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่มีระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ และระบบกฎหมายเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ฮ่องกงจึงเป็นเมืองที่มีข้อได้เปรียบจากทั้งสองฝั่ง และนั้นก็หมายความว่าฮ่องกงเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการดำเนินธุรกิจ
ฟรานซิส กว็อก ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารเรดิกา ซิสเต็ม ลิมิเต็ด กล่าวในงานสัมมนา อินสไตล์ ฮ่องกง ในหัวข้อ "ประสานพลังความสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ปลอดล็อกความสำเร็จให้ธุรกิจเอเชียในยุคดิจิทัล" โดยเปิดเผยกลยุทธ์ในการทำธุรกิจว่า ในปัจจุบันปลาใหญ่ไม่ได้กินปลาเล็ก แต่ปลาที่เร็วกว่าจะกินปลาที่ช้ากว่า จงใช้ประโยชน์และข้อมูลมหาศาลจากสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) ในการวิเคราะห์จัดการ
อีกทั้งนวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญในการประสบความสำเร็จของธุรกิจ เมื่อทดสอบและคิดค้นได้เร็วกว่าคู่แข่งเท่าไหร่ โอกาสความสำเร็จมีมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับมุมมองตัวแทนประเทศไทยในงานสัมมนา อินสไตล์ ฮ่องกง ในครั้งนี้ อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการทำงานภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี ระหว่างไทยและฮ่องกง และการเจรจาภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย และฮ่องกงในระดับภูมิภาคเป็นไปด้วยดี ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงาน (คันทรี โคออร์ดิเนเตอร์) จะทำงานใกล้ชิดฮ่องกง เพื่อข้อตกลงจะสำเร็จภายในปลายปีนี้
นอกเหนือจากนี้ ในกระแสโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการสร้างรูปแบบตลาดเดียว เชื่อมโยงผ่านระบบออนไลน์ ตัวอย่างเช่น อาลีบาบา ของจีน แต่ส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบาย วันเบลท์วันโรด
เพียงมองว่าเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอี และนักธุรกิจไทยสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มการแข่งขันทางธุรกิจได้







