
ว่างงานสหรัฐทรุดหนัก
เศรษฐกิจสหรัฐวิบากหนัก ว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือนขณะที่ตัวเลขขาดดุลส่อทุบสถิติปีหน้า ส่งผลตลาดหุ้นปั่นป่วนหนักฉุดแนวโน้มศก.ฟื้นตัวยิ่งช้าลง
เศรษฐกิจสหรัฐวิบากหนัก ว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือนขณะที่ตัวเลขขาดดุลส่อทุบสถิติปีหน้า ส่งผลตลาดหุ้นปั่นป่วนหนักฉุดแนวโน้มศก.ฟื้นตัวยิ่งช้าลง
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขว่างงานของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพุ่งขึ้นมาอย่างเหนือความคาดหมายถึง 5 แสนคนจากตัวเลขเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ 4.88 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นมาถึง 1.2 หมื่นคน นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลขที่ถีบตัวขึ้นมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ให้ไว้ที่ 4.75 แสนคน นับเป็นภาวะว่างงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 9 เดือน ยังผลให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยิ่งสั่นคลอนลง
ขณะนี้อัตราการว่างงานของสหรัฐอยู่ที่ 9.5% จากตัวเลขเมื่อเดือน ก.ค. ส่วนตัวเลขอัตราว่างงานสำหรับเดือน ส.ค. จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการในอีก 2 สัปดาห์ ขณะที่สถิติว่างงานสูงสุดอยู่ที่ 10.1%
ด้านประธานาธิบดี บารัก โอบามาแห่งสหรัฐ โจมตีพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามขัดขวางการผ่านมาตรการปล่อยงบประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 แสนล้านบาท) เพื่ออัดฉีดเงินทุนให้กับธนาคารชุมชน สำหรับเป็นเงินลงทุนให้กับธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานขึ้นในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้โอบามายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งผ่าทางตัน ก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายปรับใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้งในเดือนหน้า
"ช่วงเวลานี้เรามีเวลามากมายที่จะเล่นการเมืองนับตั้งแต่นี้จนถึงเดือน พ.ย. แต่ธุรกิจขนาดย่อมที่ผมพบปะด้วยในช่วงสัปดาห์นี้และอีกหลายแห่งที่ผมเดินทางพบปะทั่วประเทศตลอดทั้งปี พวกเขาไม่มีเวลาให้กับเกมการเมือง" โอบามา กล่าว
ทั้งนี้ ตัวเลขว่างงานล่าสุดไม่เพียงเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวช้าลงเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อควบคุมไม่ให้ภาวะว่างงานถีบตัวขึ้นมาแตะระดับเลข 2 หลัก และเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในอัตราที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น
ด้านสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (ซีบีโอ) คาดการณ์ว่างบประมาณขาดดุลของสหรัฐในปีงบประมาณ 2554 จะพุ่งขึ้นมาถึง 1.066 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 33 ล้านล้านบาท) จากตัวเลขประมาณการเดิมที่ 9.96 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 30 ล้านล้านบาท) ยังผลให้อัตราส่วนของงบประมาณขาดดุลในสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ปรับขึ้นมาถึง 7%
ตัวเลขงบประมาณขาดดุลที่ถีบตัวสูงขึ้น ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลโอบามาที่พยายามแก้ปัญหาขาดดุลที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ และจะกลายเป็นประเด็นวิวาทะที่ร้อนแรงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในเดือน พ.ย.นี้หลังจากที่รัฐบาลต้องการงบประมาณเพิ่มเติมเพื่ออัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ตัวเลขว่างงานล่าสุดยิ่งเลวร้ายลง
รายงานของซีบีโอ ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในภาวะไร้กำลังเมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากภาวะถดถอยครั้งก่อนๆ และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่ 2% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ต่อไปจนถึงช่วงไตรมาส 4 ของปีหน้า ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะไม่ปรับลงต่ำกว่าระดับ 8%ตลอดช่วงเวลาที่เหลือในการบริหารประเทศของโอบามา พร้อมคิดว่าอัตราว่างงานจะปรับลงมาอยู่ที่ 9%ในปี 2554 ต่อมาเหลือ 8.1% ในปี2555 และ 6.6% ในปี 2556
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นวอลสตรีตทิ้งตัวลงถึง 144.33 จุด มาปิดที่ 10,271.21 จุด หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขว่างงานล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากกระแสวิตกกังวลถึงเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับเข้าสู่แดนลบเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ติดลบ 183.30 จุด ตลาดหุ้นฮ่องกงลดลง 90.64 จุด และตลาดหุ้นออสเตรเลียลดลง 48.1 จุด
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์







