posttoday
โอบามารับเศรษฐกิจซึมยาว กว่า 2 ปีถึงพ้นถดถอย

โอบามารับเศรษฐกิจซึมยาว กว่า 2 ปีถึงพ้นถดถอย

19 สิงหาคม 2553

มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกหมายเลขหนึ่งความหวังยิ่งริบหรี่ ล่าสุด โอบามายอมรับอาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปีกว่าจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอย ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดต่อ หลังเศรษฐกิจยังส่ออาการย่ำแย่

มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกหมายเลขหนึ่งความหวังยิ่งริบหรี่ ล่าสุด โอบามายอมรับอาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปีกว่าจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอย ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดต่อ หลังเศรษฐกิจยังส่ออาการย่ำแย่

 

โอบามารับเศรษฐกิจซึมยาว กว่า 2 ปีถึงพ้นถดถอย

ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวระหว่างเดินสายหาเสียงและระดมทุนทางการเมืองในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีกว่าที่เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถหลุดพ้นจากภาวะถดถอย พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้คล้อยตามนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามโน้มน้าวว่าจะสามารถฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นคืนได้โดยเร็ว โดยโอบามา กล่าวว่า นักการเมืองดังกล่าวมุ่งหวังแค่เพียงคะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น

“ความจริงก็คือเราอาจต้องใช้เวลาอีก 23 ปี เพื่อถอนตัวอย่างเต็มที่จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนี้ และการจ้างงานให้ถึง 8 ล้านตำแหน่ง เหมือนดังที่เคยเป็นมาอาจต้องใช้เวลาต่อไปอีก ใครก็ตามที่บอกกับพวกคุณไม่เหมือนที่ผมบอก พวกเขาเพียงแค่ต้องการคะแนนเสียงจากคุณ” โอบามา กล่าวระหว่างการหาเสียงเพื่อเตรียมรับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในวันที่ 2 พ.ย.นี้

ถ้อยแถลงของโอบามาครั้งนี้พาดพิงถึงพรรครีพับลิกัน ซึ่งพยายามโน้มน้าวให้ชาวอเมริกันเชื่อมั่นว่าพรรคฝ่ายค้านจะประสบความสำเร็จมากกว่าในการ สร้างงานขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หลังจากที่โอบามาไม่สามารถแก้ปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรงได้ จนยังผลให้อัตราการว่างงานล่าสุดถีบตัวขึ้นมาถึง 9.5% ช่วงเดือน ก.ค. พุ่งขึ้นมาอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อเทียบกับตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่เพียง 8.2% และคาดว่าอัตราการว่างงานในปีนี้อาจถีบตัวขึ้นมาแตะระดับ 9.7%

ก่อนหน้านี้ โอบามากล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี เมื่อวันที่ 5 ส.ค. โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เผชิญกับภาวะถดถอยซ้ำซ้อน และยืนยันว่าขณะนี้แนวโน้มการฟื้นตัวดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แม้ว่าจะยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องสะสางมากมาย โดยเฉพาะภาวะการว่างงานในระยะยาว

ทั้งนี้ ชาวอเมริกันยังเริ่มไม่พอใจกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโอบามามากขึ้นทุกขณะ และผลสำรวจความเห็นโดยเอพีจีเอฟเค พบว่าระดับความนิยมในตัวโอบามาในด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจลดลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันชาวสหรัฐส่วนใหญ่มองว่าภาพรวมด้านการเงินของประเทศตกต่ำลงอย่างมาก

จากผลการสำรวจพบว่ามีเพียง 41% เท่านั้นที่ยอมรับความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยโอบามา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับลดลงจาก 44% จากการสำรวจเมื่อเดือน เม.ย. ขณะเดียวกันมีชาวอเมริกันถึง 56% ที่เห็นว่าโอบามาสอบไม่ผ่านในเรื่องนี้ และยังมีอีกถึง 61% ที่เห็นว่าภายใต้การ บริหารของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่ลง หรือหยุดนิ่งอยู่ในสถานะเดิม

นอกจากนี้ ระดับความนิยมของโอบามาในด้านอื่นๆ ยังตกต่ำลง โดยมีเพียง 34% เท่านั้นที่ยกให้โอบามาเป็นประธานาธิบดีในระดับปานกลางหรือในระดับโดดเด่น ซึ่งปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือน ม.ค. ที่ 42% ขณะเดียวกันมีถึง 38% ที่ระบุว่า โอบามาเป็นประธานาธิบดีที่แย่

ขณะที่ผลสำรวจของบลูมเบิร์ก เนชันแนล โพล พบว่าชาวอเมริกันถึงครึ่งต่อครึ่งมีความเห็นแตกต่างไปคนละทางเกี่ยวกับผลสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยครึ่งหนึ่งเห็นว่ามาตรการนี้ส่งผลในด้านบวก ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเห็นว่า มาตรการนี้ไม่ส่งผลมากนัก ซึ่งผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลโอบามาไม่ประสบความสำเร็จมากนักกับการชูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน

ด้านความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เพิ่งสูญเสียตำแหน่งมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกให้กับจีน เมื่อวันที่ 18 ส.ค. หนังสือพิมพ์นิกเกอิ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง มีแผนการที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อพยุงภาวะการฟื้นตัว หลังจากที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข็งค่าของเงินเยน

หนังสือพิมพ์นิกเกอิ รายงานว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะรวมถึงโครงการกระตุ้นการจ้างงานสำหรับคนรุ่นหนุ่มสาว มาตรการอัดฉีดทุนให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และมาตรการกระตุ้นการบริโภค นอกจากนี้ยังมีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่เพื่อยืดอายุมาตรการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรการที่จะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) จะนำงบประมาณส่วนเกินของภาครัฐมูลค่า 1.7 ล้านล้านเยน (ราว 6.2 แสนล้านบาท) มาใช้สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกล่าสุด และจะพยายามหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาลอาจกดดันให้รัฐบาลพรรคดีพีเจใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.1 ล้านล้านเยน (ราว 4 แสนล้านบาท) ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาล ต้องเปิดการเจรจาอย่างเคร่งเครียด และทำให้การปรับใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา