
ทรัมป์ลั่นมะกันจะปลอดภัยขึ้น
คุมเข้มผู้อพยพ ลดยุ่งเรื่องชาวบ้าน ย้ำขอทำเพื่ออเมริกาก่อน
คุมเข้มผู้อพยพ ลดยุ่งเรื่องชาวบ้าน ย้ำขอทำเพื่ออเมริกาก่อน
โพสต์ทูเดย์ - ทรัมป์แถลงสุนทรพจน์รับตำแหน่ง มุ่งหน้าให้ความสำคัญอเมริกันชนเป็นที่ 1 ยันประเทศต้องปลอดภัยขึ้น ลดแทรกแซงในกลุ่มนาโต้
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่งผู้แทนพรรครีพับลิกัน เพื่อศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปีนี้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยตอกย้ำว่าจะเป็นเสียงของคนทำงานชาวอเมริกัน จะฟื้นระเบียบและกฎหมาย และเพิ่มความเข้มงวดต่อผู้อพยพเพื่อให้สหรัฐเป็นประเทศที่ปลอดภัยขึ้น หลังจากที่ย่ำแย่ลงในยุคสมัยที่ ฮิลลารี คลินตัน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งทิ้งมรดกของนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดไว้เป็น “ความตาย การทำลายล้าง การก่อการร้าย และความอ่อนแอ”
สุนทรพจน์ความยาว 75 นาทีของทรัมป์ ซึ่งปิดฉากการประชุมใหญ่ 4 วัน ของพรรครีพับลิกันที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ระบุว่า เหตุความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศวันนี้ เช่น การยิงตำรวจที่เมืองดัลลัส กำลังจะสิ้นสุดลงหากตนได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศไปสู่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคนอเมริกันเองก่อนเป็นที่ 1 ภายใต้นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน
“ไม่มีใครรู้จักระบบดีเท่าผม ลำพังเพียงแค่ผมคนเดียวก็แก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ หลายสิ่งในวันนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และต้องเปลี่ยนแปลงในทันทีด้วย” ทรัมป์ กล่าว
นักธุรกิจวัย 70 ปี ตอกย้ำนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกับนโยบายพรรค เช่น จะหลีกเลี่ยงข้อตกลงการค้าพหุภาคี แต่จะเดินหน้าข้อตกลงในรูปแบบทวิภาคีเป็นรายประเทศมากกว่า เช่น ข้อตกลงนาฟต้ากับแคนาดาและเม็กซิโก และจะดำเนินมาตรการลงโทษบริษัทเอกชนที่เอาต์ซอร์สงานไปต่างประเทศ และนำสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศกลับมาขาย
สำหรับด้านนโยบายต่างประเทศนั้น ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายในอดีตที่ไปทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน แต่ไม่ได้ระบุชื่อของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากพรรคเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ได้โจมตีนโยบายยุคของฮิลลารีคลินตัน ที่ยังเดินหน้าทำสงครามต่อทั้งในอิรัก ลิเบีย อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งรังแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ขยายตัวขึ้น และคลินตันยังตัดสินใจผิดพลาดที่เปิดรับผู้อพยพชาวซีเรียหลายพันคนเข้ามาในสหรัฐด้วย
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งจุดประเด็นความกังวลเรื่องนโยบายต่างประเทศ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ว่า สหรัฐอาจไม่ทำตามกฎขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ที่กำหนดให้ทุกประเทศต้องปกป้องประเทศสมาชิกรายใดก็ตามที่ถูกโจมตีจากภายนอก ซึ่งหากตนเองได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สหรัฐจะช่วยเหลือสมาชิกนาโต้จากการรุกรานรัสเซียก็ต่อเมื่อประเทศนั้นๆ ยอมปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับสหรัฐเท่านั้น
เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการนาโต้ ระบุว่าความเป็นเอกภาพในหมู่สมาชิกถือเป็นคุณค่าหลักของนาโต้ ขณะที่สงครามโลกถึง 2 ครั้งแสดงให้เห็นว่าสันติภาพในยุโรปสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐด้วย
ทั้งนี้ ผลสำรวจความเห็นกลุ่มตัวอย่างของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า 57% พอใจมากกับสุนทรพจน์ของทรัมป์ อีก 18% ค่อนข้างพอใจ และ 24% ไม่พอใจ ขณะที่โซเชียลมีเดียให้ผลตอบรับในเชิงลบมากกว่าบวก







