
ตุรกี-สหรัฐตึงเครียด จี้มะกันส่งตัวการกลับ
ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและสหรัฐตึงเครียดขึ้นอย่างหนักหลังรัฐมนตรีแรงงานตุรกี กล่าวหาสหรัฐอยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและสหรัฐตึงเครียดขึ้นอย่างหนักหลังรัฐมนตรีแรงงานตุรกี กล่าวหาสหรัฐอยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย ขณะที่ประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ของตุรกี เรียกร้องให้ส่งตัว เฟทุลเลาะห์ กูเลน อดีตอิหม่ามที่ลี้ภัยในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐ นานเกือบ 20 ปี ซึ่งทางการตุรกีเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร มารับโทษในตุรกี
“สหรัฐต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร หากเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริงกับตุรกี”เออร์โดกัน กล่าว
นอกจากนี้ ทางการตุรกียังได้สั่งระงับการปฏิบัติการฐานทัพอากาศอินเซอร์ลิก ที่เป็นคลังเก็บอาวุธนิวเคลียร์และมีทหารสหรัฐประจำการอยู่ราว 1,500 นาย สำหรับโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียและอิรัก โดยก่อนหน้านั้นตุรกีได้ตัดระบบไฟฟ้า น้ำประปา รวมทั้งปิดน่านฟ้าเหนือฐานทัพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐขอให้ทหารสหรัฐในตุรกีเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
ขณะที่ จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า สหรัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารตามที่ถูกกล่าวหา และการกล่าวหาเป็นผู้ยุยงให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยในขณะนี้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายได้เจรจาร่วมกัน และสหรัฐยินดีให้ความร่วมมือในการสืบสวน แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบระหว่างประเทศ ด้านกูเลนปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหาร
ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐและสวีเดนก็ออกประกาศเตือนพลเมืองที่จะเดินทางไปยังตุรกี โดยสหรัฐสั่งระงับเที่ยวบินไปยังตุรกี เนื่องจากกังวลสถานการณ์หลังความพยายามก่อรัฐประหารที่ยังไม่แน่นอน แม้ตุรกียืนยันว่าจะเข้าควบคุมสถานการณ์ได้และเปิดให้บริการสนามบินตามปกติแล้ว
ล่าสุด เจ้าหน้าที่มหาดไทยตุรกี ระบุว่า ทางการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จและกลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว โดยในขณะนี้สามารถรวบตัวผู้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรัฐประหารแล้วประมาณ 6,000 ราย ขณะที่โทรทัศน์ช่องเอ็นทีวีของทางการตุรกี เปิดเผยว่า ได้จับกุมตัวนายพล 34 นาย รวมถึง เออร์ดัล ออสเติร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังที่ 3 หนึ่งในผู้วางแผนก่อรัฐประหาร และได้เรียกร้องไปยังกรีซให้ส่งตัวกลับนายพลระดับสูง 8 นาย ที่หลบหนีไปยังกรีซ โดยทางการกรีซ ระบุว่า ได้จับกุมตัวคนเหล่านี้และตั้งข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่จะต้องพิจารณาการส่งตัวกลับอีกครั้ง
ทั้งนี้ เหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 265 ราย โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 161 ราย เป็นพลเรือน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาฉลองความสำเร็จในการต่อต้านรัฐประหารได้สำเร็จ
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ เปิดประชุมฉุกเฉินกับที่ปรึกษาด้านกลาโหมและนโยบายต่างประเทศ พร้อมย้ำสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และยินดีให้ความช่วยเหลือทุกฝ่ายในตุรกีให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความไม่มั่นคงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนบลูมเบิร์กเปิดเผยว่า เออร์โดกันจะกลับมามีอำนาจทางการเมืองและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นหลังจากรัฐประหารล้มเหลว แม้จะยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากการโจมตีของกลุ่มไอเอส สงครามกับกลุ่มชาวเคิร์ด และภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองให้ดึงอำนาจเข้าสู่ประธานาธิบดีมากยิ่งขึ้น
เฮนรี บาร์คีย์ กรรมการศูนย์ตะวันออกกลาง จากสถาบันคลังสมองวิลสัน ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า เออร์โดกันจะใช้ความไม่พอใจต่อรัฐประหารสร้างความนิยมของตนขึ้นมา อย่างไรก็ดีการก่อรัฐประหารครั้งนี้สะท้อนความไม่พอใจในหมู่ทหารตุรกีต่อรัฐบาลเออร์โดกัน และจะทำให้เออร์โดกันปราบปรามผู้ที่มีแนวโน้มเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองรุนแรงขึ้น
คาดน้ำมันพุ่งหลังตะวันออกกลางวุ่น
ขณะเดียวกัน ทางการตุรกีก็เริ่มดำเนินการท่อน้ำมันดิบได้ตามปกติแล้วในวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเริ่มลำเลียงน้ำมันดิบตามท่อน้ำมันจากอา
เซอร์ไบจานและอิรัก ขณะที่บีพีบริษัทน้ำมันที่ดำเนินการท่อส่งน้ำมันในตุรกีก็ยืนยันว่าการส่งน้ำมันดิบไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารทำให้ราคาน้ำมันดิบซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 1.9% และอยู่ที่ 46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในตลาดนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
เครก เปอร์รอง กรรมการสถาบันการจัดการพลังงานโลก ในมหาวิทยาลัยฮูสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐ ระบุว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องรอดูต่อไปว่าเหตุการณ์ในตุรกีจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ อีกหรือไม่
โซเชียลมีเดียล้มแผนรัฐประหาร
เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในตุรกี ยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีส่วนทำให้แผนการรัฐประหารล้มเหลว
ในระหว่างชั่วโมลชุลมุนจากความพยายามรัฐประหารในตุรกี เออร์โดกันให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นเติร์ก ผ่านวีดีโอแชทจากโทรศัพท์ไอโฟน (เฟซไทม์) เพื่อยืนยันความชอบธรรมของรัฐบาลและกระตุ้นพลังมวลชนให้ออกมาต่อต้านรัฐประหารตามท้องถนน ทำให้ภาพเฟซไทม์ของเออร์โดกันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้สู่อำนาจในคืนนั้นไปทันที
ขณะเดียวกัน ชาวตุรกีจำนวนมากก็ได้ถ่ายทอดเหตุการณ์ ผ่านวีดีโอไลฟ์สตรีมในเฟซบุ๊ก รวมทั้งเช็กอินในหลายพื้นที่ เพื่อเผยแพร่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและปลุกใจผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ให้ออกมาต่อสู้ตามท้องถนน







