
โลกวิตกสหรัฐซึมจ่อถดถอยรอบ2
ตลาดหุ้นโลกพร้อมใจดิ่งเหวเยนแข็งโป๊กนายกฯลั่นจับตาตลาดทุนโลกกังวล สหรัฐอาจเข้าสู่การถดถอยรอบใหม่ ดัชนีหุ้นตกกันถ้วนหน้า หลังเฟดยอมรับต้องอัดมาตรการกระตุ้นรอบใหม่ ดัชนีหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดีดตัวลงกันรุนแรงเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ตั้งแต่การซื้อขายที่ตลาดวอลสตรีตในสหรัฐมาจนถึงเอเชีย หลังจากที่เริ่มเกิดกระแสวิตกกังวลรอบใหม่ต่อการฟื้นตัวที่ไม่น่าประทับใจของเศรษฐกิจโลก และความซบเซาในตลาดสหรัฐ ดัชนีหุ้นในเอเชียส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ปรับตัวลดลงตามการปรับลงของตลาดหุ้นในสหรัฐ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลงไปถึง 265.42 จุด หรือติดลบ 2.49% ไปอยู่ที่ 10,378.83 จุด อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากธนาคารกลางอังกฤษประกาศลดการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ลง นอกเหนือจากที่นักลงทุนยังเริ่มเห็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจากการเติบโตที่เชื่องช้าลงในภาคอุตสาหกรรมจีน ตลอดจนการขาดดุลการค้าของสหรัฐเริ่มขยายตัวมากขึ้น จนทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลถึงการถดถอยครั้งที่ 2 ของเศรษฐกิจโลกตลาดหุ้นโตเกียวเมื่อวันที่ 12 ส.ค. เมื่อเปิดตลาดลดลงไปในทันทีมาก กว่า 2% ก่อนที่จะตีตื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยปิดตลาดลดลงไป 0.86% ไปอยู่ที่ 9,212.59 จุด ส่วนตลาดซิดนีย์ลดล
ตลาดหุ้นโลกพร้อมใจดิ่งเหวเยนแข็งโป๊กนายกฯลั่นจับตา
ตลาดทุนโลกกังวล สหรัฐอาจเข้าสู่การถดถอยรอบใหม่ ดัชนีหุ้นตกกันถ้วนหน้า หลังเฟดยอมรับต้องอัดมาตรการกระตุ้นรอบใหม่
ดัชนีหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดีดตัวลงกันรุนแรงเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ตั้งแต่การซื้อขายที่ตลาดวอลสตรีตในสหรัฐมาจนถึงเอเชีย หลังจากที่เริ่มเกิดกระแสวิตกกังวลรอบใหม่ต่อการฟื้นตัวที่ไม่น่าประทับใจของเศรษฐกิจโลก และความซบเซาในตลาดสหรัฐ
ดัชนีหุ้นในเอเชียส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ปรับตัวลดลงตามการปรับลงของตลาดหุ้นในสหรัฐ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลงไปถึง 265.42 จุด หรือติดลบ 2.49% ไปอยู่ที่ 10,378.83 จุด อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากธนาคารกลางอังกฤษประกาศลดการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ลง นอกเหนือจากที่นักลงทุนยังเริ่มเห็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจากการเติบโตที่เชื่องช้าลงในภาคอุตสาหกรรมจีน ตลอดจนการขาดดุลการค้าของสหรัฐเริ่มขยายตัวมากขึ้น จนทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลถึงการถดถอยครั้งที่ 2 ของเศรษฐกิจโลก
ตลาดหุ้นโตเกียวเมื่อวันที่ 12 ส.ค. เมื่อเปิดตลาดลดลงไปในทันทีมาก กว่า 2% ก่อนที่จะตีตื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยปิดตลาดลดลงไป 0.86% ไปอยู่ที่ 9,212.59 จุด ส่วนตลาดซิดนีย์ลดลงไป 1.23% ไปอยู่ที่ 4,400.9 จุด ขณะที่ฮ่องกงปิดตลาดลงไป 0.89% ไปอยู่ท่ 21,105.71 จุด และตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนลดลงไป 1.23% ไปอยู่ที่ 2,575.48 จุด
นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับการประเมินความเสี่ยงต่อการสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีความเสี่ยงว่าอาจจะกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในสหรัฐ โดยมีสัญญาณมาจากผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะเชื่องช้าเกินไป ซึ่งเฟดต้องเลือกที่จะออกมาตรการกระตุ้นอีกครั้ง
นอกจากนั้น ปริมาณช่องว่างขาดดุลการค้าของสหรัฐประจำเดือน มิ.ย. ยังเพิ่มมากขึ้นที่สุดในรอบ 20 เดือนด้วย โดยมีปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าใจหาย
“เกิดความกลัวกันขึ้นต่อการชะลอของเศรษฐกิจสหรัฐ มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้เกิดความกลัวในสถานะของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้” เกรก กิบบ์ส นักยุทธศาสตร์การเงินจากธนาคารอาร์บีเอสในซิดนีย์ ออสเตรเลีย กล่าว
นอกจากนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ในช่วงคืนก่อนหน้านั้นยังอ่อนค่าลงแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้น มาลงมาอยู่ที่ 84.73 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จนทำให้นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งญี่ปุ่น ได้แสดงความวิตกกังวลถึงการแข็งค่าผิดปกติของค่าเงินเยน และเห็นพ้องที่จะจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินเย็นได้สร้างความเสี่ยงต่อภาคการส่งออก ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้เอกชนญี่ปุ่นนั้นจะได้ผลกำไรลดน้อยลงทันทีเมื่อรายได้ซึ่งเป็นเงินสกุลอื่นถูกแลกเปลี่ยนเป็นเงินเยน
ตลาดทุนโลกกังวล สหรัฐอาจเข้าสู่การถดถอยรอบใหม่ ดัชนีหุ้นตกกันถ้วนหน้า หลังเฟดยอมรับต้องอัดมาตรการกระตุ้นรอบใหม่
ดัชนีหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดีดตัวลงกันรุนแรงเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ตั้งแต่การซื้อขายที่ตลาดวอลสตรีตในสหรัฐมาจนถึงเอเชีย หลังจากที่เริ่มเกิดกระแสวิตกกังวลรอบใหม่ต่อการฟื้นตัวที่ไม่น่าประทับใจของเศรษฐกิจโลก และความซบเซาในตลาดสหรัฐ
ดัชนีหุ้นในเอเชียส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ปรับตัวลดลงตามการปรับลงของตลาดหุ้นในสหรัฐ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลงไปถึง 265.42 จุด หรือติดลบ 2.49% ไปอยู่ที่ 10,378.83 จุด อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากธนาคารกลางอังกฤษประกาศลดการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ลง นอกเหนือจากที่นักลงทุนยังเริ่มเห็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจากการเติบโตที่เชื่องช้าลงในภาคอุตสาหกรรมจีน ตลอดจนการขาดดุลการค้าของสหรัฐเริ่มขยายตัวมากขึ้น จนทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลถึงการถดถอยครั้งที่ 2 ของเศรษฐกิจโลก
ตลาดหุ้นโตเกียวเมื่อวันที่ 12 ส.ค. เมื่อเปิดตลาดลดลงไปในทันทีมาก กว่า 2% ก่อนที่จะตีตื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยปิดตลาดลดลงไป 0.86% ไปอยู่ที่ 9,212.59 จุด ส่วนตลาดซิดนีย์ลดลงไป 1.23% ไปอยู่ที่ 4,400.9 จุด ขณะที่ฮ่องกงปิดตลาดลงไป 0.89% ไปอยู่ท่ 21,105.71 จุด และตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนลดลงไป 1.23% ไปอยู่ที่ 2,575.48 จุด
นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับการประเมินความเสี่ยงต่อการสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีความเสี่ยงว่าอาจจะกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในสหรัฐ โดยมีสัญญาณมาจากผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะเชื่องช้าเกินไป ซึ่งเฟดต้องเลือกที่จะออกมาตรการกระตุ้นอีกครั้ง
นอกจากนั้น ปริมาณช่องว่างขาดดุลการค้าของสหรัฐประจำเดือน มิ.ย. ยังเพิ่มมากขึ้นที่สุดในรอบ 20 เดือนด้วย โดยมีปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าใจหาย
“เกิดความกลัวกันขึ้นต่อการชะลอของเศรษฐกิจสหรัฐ มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้เกิดความกลัวในสถานะของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้” เกรก กิบบ์ส นักยุทธศาสตร์การเงินจากธนาคารอาร์บีเอสในซิดนีย์ ออสเตรเลีย กล่าว
นอกจากนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ในช่วงคืนก่อนหน้านั้นยังอ่อนค่าลงแรงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้น มาลงมาอยู่ที่ 84.73 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จนทำให้นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งญี่ปุ่น ได้แสดงความวิตกกังวลถึงการแข็งค่าผิดปกติของค่าเงินเยน และเห็นพ้องที่จะจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินเย็นได้สร้างความเสี่ยงต่อภาคการส่งออก ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้เอกชนญี่ปุ่นนั้นจะได้ผลกำไรลดน้อยลงทันทีเมื่อรายได้ซึ่งเป็นเงินสกุลอื่นถูกแลกเปลี่ยนเป็นเงินเยน







