posttoday
ตลาดเกิดใหม่รับทรัพย์ ‘เบร็กซิต’ดันแบงก์ชาติกระตุ้น

ตลาดเกิดใหม่รับทรัพย์ ‘เบร็กซิต’ดันแบงก์ชาติกระตุ้น

04 กรกฎาคม 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หลังสหราชอาณาจักรเลือกออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต ได้สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้บรรดาธนาคารกลางต่างๆ เตรียมอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดทุนเพื่อสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นในการหันเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าในตลาดเกิดใหม่

ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดปี 2016 นี้ จนถึงวันที่ 1 ก.ค. มากถึง 5.7% เมื่อเทียบกับดัชนีเอ็มเอสซีของประเทศพัฒนาแล้วที่ปรับตัวลดลง 0.4% โดยความแตกต่างดังกล่าวนั้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่พุ่งขึ้นถึง 30%

“ตลาดเกิดใหม่จะยังคงทำผลงานได้ดีกว่าที่อื่นๆ ตราบเท่าที่จีนยังไม่สร้างความตระหนกให้แก่ตลาด แม้ว่าแนวโน้มการขยายตัวของตลาดเกิดใหม่จะไม่ดีนัก แต่ยังดีกว่าการขยายตัวของตลาดพัฒนาแล้ว” นาธาน กริฟฟิธส์ ผู้จัดการกองทุนอาวุโสเอ็นเอ็น อินเวสต์เมนต์ พาร์ตเนอร์ ในเนเธอร์แลนด์ กล่าว

บลูมเบิร์ก ระบุว่า การกลับเข้าสู่สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่อีกครั้งเกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดเกิดใหม่ทำผลงานไม่ดีนักตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จากวิกฤตใน 2 ประเทศกลุ่มประเทศบริก (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ได้แก่ รัสเซียและจีน รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

อย่างไรก็ตาม เบร็กซิตส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าเทียบตลาดเกิดใหม่และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งส่งผลให้ความผันผวนที่เกิดในค่าเงินตลาดเกิดใหม่นั้นน้อยกว่าค่าเงินในประเทศพัฒนาแล้ว

ด้าน นิกเกอิ เอเชีย รีวิว รายงานว่า นักวิเคราะห์ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเบร็กซิตจะทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป และทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งตลาดหุ้นและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา

โนมูระ โฮลดิ้งส์ คาดการณ์ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในตลาดที่คาดว่าจะทำผลงานได้โดดเด่น เนื่องจากบรรดาธนาคารกลางหลักของโลกจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับอาเซียนได้รับผลกระทบน้อยจากสัดส่วนการค้าระหว่างอาเซียนและยุโรปที่มีสัดส่วนไม่มากนัก

“เงินทุนไหลออกจากอาเซียนนั้นเลยจุดสูงสุดไปแล้ว และพวกเราว่าจะถึงช่วงที่เงินทุนไหลกลับเข้ามา เนื่องจากตลาดยุโรปและญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนน้อยกว่า” โนมูระ ระบุ

คาดเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยเอาไว้ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต โดยค่ากลางคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปี 2017 ลดลงจาก 1.9% เป็น 1.6% รวมถึงปี 2018 ที่ลดลงจาก 3% เป็น 2.4% แม้ค่ากลางสำหรับปีนี้จะคงอยู่ที่ 0.9%

ลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์และหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เปิดเผยว่า การคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้เมื่อเดือน มิ.ย. ก่อนเบร็กซิต เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เนื่องจากเบร็กซิตก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดทุน อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวก็ไม่ควรทำให้เฟดต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปมากเกิน

“ถ้าพวกเราล้มเหลวที่จะทำให้นโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติในเวลาที่เหมาะสมอย่างสง่างาม เมื่อนั้นฉันจะเชื่อว่าพวกเรามีโอกาสไม่น้อยที่อัตราดอกเบี้ยจะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ เนื่องจากสาธารณชนจะเห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก และจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มในอนาคต ถ้าพวกเราเจอสถานการณ์ที่ต้องการเครื่องมือเหล่านี้อีกในอนาคต” เมสเตอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า ต้องใช้เวลาพิจารณาผลกระทบจากเบร็กซิต โดยการค้าโดยตรงระหว่างสหรัฐและอังกฤษไม่ได้มีปริมาณมากนัก แต่ความไม่แน่นอนต่ออังกฤษและยุโรปหลังจากเบร็กซิตอาจจะเป็นความเสี่ยงต่อสหรัฐ

หลังจากเบร็กซิตตลาดเองก็เห็นแนวโน้มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลดลงตามลงไปด้วย โดยมีความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือน ก.พ. 2017 เหลืออยู่ที่ราว 10% เท่านั้น จาก 52% เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ความน่าจะเป็นสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือน ธ.ค. 2017 ก็อยู่ที่ 48.4% จาก 54% เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.
ที่ผ่านมา

ค่าแรงเพิ่มกดรายได้เอกชนมะกัน

ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะแค่เบร็กซิตเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะรายได้ต่อชั่วโมงปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังน้อยกว่าช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รายได้ขยายตัวถึง 3% และการชะลอขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยให้มีโอกาสในการขึ้นค่าแรงมากกว่า

ด้านพรรคเดโมแครตเปิดเผยร่างกำหนดแนวนโยบายหลักของพรรค ประกอบไปด้วยประเด็นในการปราบปรามการเลี่ยงภาษี ขึ้นภาษีเศรษฐี รวมไปถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง (ราว 525 บาท) จากเดิมอยู่ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง (ราว 253 บาท) มาตั้งแต่ปี 2009 ท่ามกลางแรงงานที่เดินหน้ากดดันการขึ้นค่าแรงมานานนับปี

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐจากเจพี มอร์แกน กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงกลายเป็นปัจจัยกดดันรายได้ของภาคเอกชนท่ามกลางศักยภาพการผลิตของสหรัฐที่ชะลอตัวลงอยู่แล้ว โดยต้นทุนด้านแรงงาน ซึ่งคำนวณจากค่าแรงที่เอกชนต้องจ่ายต่อการได้งานหนึ่งชิ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงสิ้นสุดไตรมาสแรกของปี 2016

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน