posttoday
ชาวอังกฤษลงชื่อออนไลน์ทะลุ 3 ล้านคนขอประชามติใหม่

ชาวอังกฤษลงชื่อออนไลน์ทะลุ 3 ล้านคนขอประชามติใหม่

27 มิถุนายน 2559

พลเมืองอังกฤษลงชื่อออนไลน์เรียกร้องให้จัดการลงประชามติรอบใหม่ทะลุกว่า 3 ล้านคน ขณะที่สกอตแลนด์ลุยแผนแยกวง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้การลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ จะเสร็จสิ้นลงแล้วในวันที่ 23 มิ.ย. แต่สถานการณ์ภายในอังกฤษยังคงไม่จบลง เมื่อจำนวนพลเมืองอังกฤษที่ลงชื่อออนไลน์เรียกร้องให้จัดการลงประชามติรอบใหม่ขึ้นอีกครั้งมีจำนวนทะลุกว่า 3 ล้านคนแล้ว

ทั้งนี้ รัฐสภาอังกฤษจะพิจารณาคำร้องดังกล่าวหากมีจำนวนผู้ลงชื่อมากกว่า 1 แสนรายชื่อ โดยคำร้องออนไลน์ถูกสร้างขึ้นมาก่อนวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันจัดการลงประชามติ โดยระบุว่า รัฐบาลควรจัดการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูของอังกฤษอีกครั้ง หากฝ่ายโหวตอยู่หรือโหวตออกชนะไปด้วยสัดส่วนไม่ถึง 60% และมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 75%

สำหรับผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิราว 72% และพลเมืองกว่า 17 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 52% สนับสนุนให้อังกฤษออกจากอียู ซึ่งเท่ากับว่าอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถขอลงประชามติรอบใหม่ได้ ในขณะที่ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของคอมเรสโพลล์ ในหนังสือพิมพ์ซันเดย์ มิเรอร์ ระบุว่า ชาวอังกฤษราว 48% พอใจกับผลการลงประชามติ ขณะที่ 43% รู้สึกไม่พอใจ

แกนนำเบร็กซิตเสียงแตก

นักการเมืองฝ่ายเบร็กซิตยกเรื่องผู้อพยพมาเป็นประเด็นหลักในการเรียกร้องให้อังกฤษออกจากอียู โดยประชาชนที่ลงคะแนนโหวตออกเป็นกลุ่มคนสูงอายุและกลุ่มคนที่มีการศึกษาน้อย ซึ่งไม่พอใจที่ผู้อพยพชาวตุรกีจำนวนหลายล้านคนเข้ามาทำงานในอังกฤษ

ทว่า หลังได้รับชัยชนะ บอริส จอห์นสัน แกนนำกลุ่มเบร็กซิตเริ่มมีท่าทีที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพ จากการเสนอให้นิรโทษกรรมผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเสริมว่าบุคคลที่มีงานทำควรสามารถเข้ามาในอังกฤษได้ ขัดกับท่าทีของผู้ลงคะแนนโหวตออก ที่ต้องการให้ลดจำนวนผู้อพยพ และเพิ่มกฎระเบียบเกี่ยวกับผู้อพยพมากขึ้น

เจอร์รี่ สโตเกอร์ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน กล่าวว่า กลุ่มเบร็กซิตกำลังแตกแยกกันอย่างหนัก และเห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มโหวตออกไม่ได้ต้องการแค่สกัดผู้อพยพกลุ่มใหม่เข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการส่งผู้อพยพในอังกฤษกลับประเทศเดิมด้วย

ทั้งนี้ นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายผู้อพยพตัวจริงไม่ใช่จอห์นสัน แต่เป็น ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคยูเค อินดิเพนเดนต์ ปาร์ตี้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการลงประชามติ และต้องการให้อังกฤษออกจากอียูมาเป็นเวลานานแล้ว

อย่างไรก็ดี จอห์นสันจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกข้างอย่างเด็ดขาด หากได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน เดวิด คาเมรอน เนื่องจากในการเจรจาข้อตกลงการค้าร่วมกับอียู อังกฤษมีแนวโน้มต้องยอมให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างอิสระต่อไป

สกอตแลนด์ดันประชามติแยกวง

นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลสกอตแลนด์เริ่มกระบวนการในรัฐสภา สู่การทำประชามติแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรอีกครั้ง และเดินหน้าเจรจากับประเทศสมาชิกอียูเพื่อขอให้สกอตแลนดสามารถเป็นสมาชิกอียูต่อไป หลังจากที่ชาวสกอต 62% ลงคะแนนให้อังกฤษอยู่ในอียู

“ความรับผิดชอบของฉันก็คือ การหาทางเจรจากับประเทศสมาชิกอียูโดยตรง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสกอตแลนด์” สเตอร์เจียน กล่าวพร้อมยืนยันว่า สกอตแลนด์จะจัดการลงประชามติแยกตัวออกจากอังกฤษครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน หลังประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เพื่อเริ่มร่างกฎหมายที่จำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ในปี 2014 สกอตแลนด์จัดการลงประชามติเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นอิสระครั้งแรก โดยผลบ่งชี้ว่าชาวสกอตตกลงเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ แต่รายงานระบุว่า การลงประชามติดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าอังกฤษจะยังต้องเป็นสมาชิกอียู

ชาวอังกฤษลงชื่อออนไลน์ทะลุ 3 ล้านคนขอประชามติใหม่

อังกฤษยังกลับลำ ทันหรือไม่

สหราชอาณาจักรลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) แล้วในวันที่ 23 มิ.ย. แต่พลเมืองจำนวนมากต่างยังมีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจในครั้งนี้ และส่งผลให้การยื่นคำร้องออนไลน์ขอจัดการลงประชามติรอบสองเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นกว่า 3 ล้านคนแล้ว

คว่ำผลประชามติเดิมได้หรือไม่

อาจเป็นไปได้ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่สำเร็จมากกว่า เพราะแม้ว่าผลการลงประชามติจะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษไม่จำเป็นต้องทำตามผลดังกล่าว โดยอาจจะขอกลับไปเจรจาคืนดีเป็นสมาชิกอียูใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปได้ยาก เนื่องจากผู้นำประเทศอียูอื่นๆ ต้องการให้อังกฤษเร่งออกจากอียูเพื่อสร้างความชัดเจนโดยเร็ว และรัฐบาลอังกฤษก็ไม่อาจละเลยเสียงประชาชนส่วนใหญ่ 17.4 ล้านคน ที่โหวตให้อังกฤษออกจากอียู

ขอลงประชามติใหม่รอบที่ 2 ได้หรือไม่

แม้ชาวอังกฤษกว่า 3 ล้านคน จะลงชื่อทางออนไลน์เรียกร้องให้จัดการลงประชามติครั้งที่ 2 แต่อังกฤษไม่มีกลไกให้ประชาชนจัดการลงประชามติได้เอง โดยประชาชนต้องเสนอคำร้องขึ้นก่อน และสมาชิกสภานิติบัญญัติจะต้องนำเรื่องเข้าอภิปรายในรัฐสภา อย่างไรก็ตามนักการเมืองชั้นนำหลายรายของอังกฤษเรียกร้องให้ยอมรับผลการลงประชามติ ดังนั้นการจัดลงประชามติครั้งที่ 2 จึงอาจจะไม่มีแนวโน้มเกิดขึ้น จนกว่าจะมีแรงกดดันภายในประเทศที่มากกว่านี้

อียูจะให้โอกาสอังกฤษเปลี่ยนใจหรือไม่

“นี่ไม่ใช่การแยกทางอย่างเป็นมิตร และไม่มีวันเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นได้” ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป(อีซี) กล่าว ขณะที่การประชุม 6 ประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอียูที่นำโดยเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างก็ต้องการให้อังกฤษแยกตัวออกไปโดยเร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ อังกฤษจึงไม่น่าจะได้รับโอกาสให้เปลี่ยนใจ

อังกฤษจะออกจากอียูอย่างเป็นทางการเมื่อใด

สิ่งที่อังกฤษต้องทำเป็นอันดับแรก คือ การยื่นเรื่องออกจากอียูภายใต้ “มาตรา 50” ในสนธิสัญญาลิสบอน หรือความตกลงที่กำหนดให้สมาชิกที่ต้องการออกจากอียูต้องยื่นแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ได้โยนให้เป็นหน้าที่ของผู้นำคนต่อไปที่จะขึ้นมาแทนในราวเดือน ต.ค. ขณะที่ บอริส จอห์นสัน ตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่ง กล่าวว่า อังกฤษยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเจรจาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นอังกฤษจึงไม่มีแนวโน้มออกจากอียูก่อนปลายปี 2018

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI