
อนาคตหลัง"เบร็กซิต"เรื่องปวดหัวของอังกฤษ-อียู
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ตลาดทั่วโลกจะวุ่นวายทันทีหลังผลประชามติออกมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การทำประชามติตัดสินชี้ชะตาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) กำลังใกล้เข้ามาทุกที่ และจะมีการทำประชามติลงคะแนนเสียงว่าจะ "อยู่" หรือ "ไป" จากอียู ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ โดยหากผลของการทำประชามติออกมา ในวันถัดมา หรือวันที่ 24 มิ.ย.แล้วฝ่าย "ไป" เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ อังกฤษจะต้องออกจากอียูหรือที่เรียกกันว่า "เบร็กซิต"
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เดินทางสอบถามเจ้าหน้าที่และนักการทูตทั่วยุโรป ทราบว่ามีการประชุมลับทั้งในกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นเสมือนเมืองหลวงของอียูและยังมีการประชุมอื่นๆ ทั่วยุโรป และจากการสอบถามดังกล่าวทำให้สามารถคาดการณ์แผนการในภายภาคหน้าหลังการทำประชามติจำนวน 7 วัน ดังต่อไปนี้
ในวันแรก หรือวันศุกร์ที่ 24 มิ.ย. ผลการทำประชามติจะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในเวลาราว 07.00 น. ตามเวลาอังกฤษ หรือเวลาราว 13.00 น. ตามเวลาในไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ระบุว่า จะแจ้งกับทางอียูให้ทราบทันทีหลังจากที่ทราบผล
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ไม่ว่า ผลจะออกมาอย่างไร คาเมรอนก็จะถูกกดดันจากทางพรรคอนุรักษนิยมให้ต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ขณะที่ตลาดทั่วโลกจะวุ่นวายทันทีหลังผลประชามติออกมา โดยธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้ตกลงกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในการเตรียมเสริมสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์แล้ว
ด้านรัฐสภายุโรปเตรียมประชุมกันในวันที่ 24 มิ.ย. เช่นเดียวกับรัฐมนตรีกิจการสหภาพยุโรปและทูตของแต่ละประเทศสมาชิกอียู ก่อนที่จะแถลง ในเวลา 10.30 น. ตามเวลากรุงบรัสเซลส์ โดย คาดว่าจะเป็นแถลงการณ์แสดงความเสียใจ เคารพการตัดสินใจของชาวอังกฤษ และมุ่งที่จะรวมอียูให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่อไป รวมถึงอาจมีการโต้ตอบอังกฤษที่ออกจากอียู
วันที่สอง วันที่ 25 มิ.ย. รอยเตอร์ส ระบุว่า รัฐมนตรีจาก 6 ชาติก่อตั้งอียู ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบิร์ก เตรียมพบกันที่กรุงเบอร์ลิน ใน ขณะที่รัฐมนตรีคลังของยูโรโซนเองก็ส่งสัญญาณจะเรียกประชุมฉุกเฉิน
วันที่สาม วันที่ 26 มิ.ย. ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อีซี) เรียกประชุมฉุกเฉินประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึง โจนาธาน ฮิลล์ จากอังกฤษด้วยเช่นกัน โดยทางอียูแสดงสัญญาณชัดเจนว่า ไม่มีแผนสองสำหรับเรื่องนี้ แม้คราวของกรีซเกือบจะออกจากอียูจะมีการส่งสัญญาณว่ามีความพร้อมสำหรับแผนสองก็ตาม
วันที่สี่ วันที่ 27 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันจันทร์จะเป็นวันแรกเปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ โดยบรรดานักลงทุนทั่วโลกจะเรียกร้องคำตอบจากทางอังกฤษและอียูถึงแผนการข้างหน้า
วันที่ห้า วันที่ 28 มิ.ย. เป็นวันที่กำหนดจะมีการประชุมอียูเป็นระยะเวลา 2 วัน โดยอาจมีการประชุมในเรื่องแผนการข้างหน้าอย่างการเจรจา การค้าใหม่ระหว่างอังกฤษและอียู ในขณะที่หากฝ่ายอยู่กับอียูต่อเป็นฝ่ายคว้าชัยในการทำประชามติ ประเด็นการพูดคุยจะเป็นเรื่องการปฏิรูปอียูที่ คาเมรอนเจรจาเอาไว้
วันที่หก วันที่ 29 มิ.ย. การประชุมกลุ่มอียูเริ่มเป็นวันที่สอง โดยรอยเตอร์ส ระบุว่า อาจได้เห็นคาเมรอนต้องรอนอกห้องประชุมให้ผู้แทนอียูอีก 27 ชาติ พูดคุยกันเพื่อปลดล็อกงบประมาณและช่วยเหลือชาวยุโรปที่อาศัยในอังกฤษให้ได้รับสิทธิที่พึงมีต่อไป
วันที่เจ็ด วันที่ 30 มิ.ย. ตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาอียูให้เวลา 2 ปี ในการเจรจาการออกจากการเป็นสมาชิก ส่งผลให้กฎของสมาชิกอียู ยังคงอยู่กับอังกฤษไปอีก 2 ปี และอียูก็ยังถือเป็นสมาชิกของอียูต่อไปอีกจนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล โดยความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอียูหลังจากนี้ยังคงไม่สามารถทราบได้
ผลกระทบ 5 อย่าง
หากอังกฤษตัดสินใจออกจากอียูจะส่งแรง สั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเชิงวิเคราะห์ถึงผลกระทบ 5 ด้าน ที่จะตามมา ภายหลังกรณีเบร็กซิตไว้ ดังนี้
ประการแรก คาเมรอนจะต้องออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม หลังเป็นตัวตั้งตัวตี ในการจัดทำประชามติ รวมถึงเป็นผู้นำรณรงค์หาเสียงให้อังกฤษยังคงอยู่กับอียู โดยเอเอฟพี ระบุว่า บอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนอาจเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน
ประการที่สอง หากผลประชามติออกมาฝ่ายสนับสนุนให้ออกจากอียูเป็นฝ่ายชนะสกอตแลนด์ ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกอียูต่อไป จะเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติ ให้สกอตแลนด์แยกตัวจากสหราชอาณาจักรเป็นครั้งที่ 2 นับจากครั้งแรกในปี 2014 ที่ผลออกมาเป็นต้องการอยู่กับอังกฤษต่อไป
นอกจากนี้ จะยิ่งเป็นการตัดขาดไอร์แลนด์ออกจากอียู เนื่องจากปัญหาด้านการค้าจากลักษณะของดินแดนที่ล้อมด้วยทะเลและไม่ติดกับทางอียู รวมถึงพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทั้งอาหารและเหล็กจากอียูคิดเป็น 45% ของการนำเข้าไอร์แลนด์
ประการที่สาม ต้องใช้เวลานานกว่าอังกฤษ จะได้ออกจากอียูอย่างแท้จริง โดยแม้มาตรา 50 จะจำกัดระยะเวลาในการเจรจาแค่ 2 ปี แต่ โรเบอร์โต อเซเวโด ผู้อำนวยการทั่วไปขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ระบุว่า อาจจะใช้เวลานานถึง 10 ปี เลยทีเดียว
ประการที่สี่ อังกฤษเสี่ยงต่อเศรษฐกิจถดถอยจากความวุ่นวายและความไม่แน่นอนในตลาด โดยธนาคารเอชเอสบีซีคาดการณ์ว่า ค่าเงินปอนด์อาจร่วงถึง 15-20% และอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 5%
ประการที่ห้า อังกฤษอาจเสี่ยงต่อการขาดแรงงาน เนื่องจากผู้อพยพจากอียูเข้าไปในอังกฤษจะลดลงอย่างรวดเร็ว
ภาพ เอเอฟพี







