
เอเชียก็ไม่รอดเบร็กซิต หวั่น"หุ้น-ค่าเงิน-การค้า"ป่วน
จับตาเบร็กซิตทำตลาดหุ้นเอเชียป่วน คาด “เยน-ริงกิต-รูเปียห์-วอน” กระทบหนักสุด
จับตาเบร็กซิตทำตลาดหุ้นเอเชียป่วน คาด “เยน-ริงกิต-รูเปียห์-วอน” กระทบหนักสุด
เว็บไซต์แชนเนล นิวส์ เอเชีย รายงานว่า การลงประชามติของอังกฤษว่าจะอยู่ต่อหรือออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า เบร็กซิตนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียด้วยไม่น้อย จากความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนและผลกระทบต่อเนื่องด้านค่าเงิน
ทิม คอนดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของธนาคารไอเอ็นจี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ นักลงทุนกำลังเตรียมตัวรับผลจากการโหวตออกจากอียูและไม่ต้องการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในเวลานี้ แต่หากผลประชามติที่ออกมาในวันที่ 23 มิ.ย. ตัดสินว่าชาวอังกฤษต้องการออกจากอียูจริง ก็จะส่งผลให้ตลาดทุนเอเชียเผชิญความผันผวนมากขึ้นอีกตามมา
คอนดอน กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากค่าเงินเยนที่จะแข็งค่าขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนเข้ามาถือครองมากขึ้นแล้ว ยังคาดว่าเบร็กซิตจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียด้วย โดยเฉพาะค่าเงินริงกิต มาเลเซีย ค่าเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย และค่าเงินวอน เกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะเจอแรงเทขายมากที่สุด เนื่องจากสถิติที่ผ่านมา ค่าเงินของ 3 ประเทศนี้มักจะเป็นด่านแรกที่เผชิญแรงกดดันในตลาดก่อนใคร
ด้าน ยูจิโร โกโตะ จากธนาคารโนมูระ กล่าวว่า การลงมติออกจากอียูอาจส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่หากเกิดภาวะปั่นป่วนอย่างหนักในตลาดทุนโดยเกิดแรงเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้นและค่าเงินปอนด์ ก็อาจดันให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นได้ถึง 9%
“หากสถานการณ์ความเสี่ยงของเบร็กซิตใกล้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริง ตลาดทุนก็ไม่ควรมัวแต่รอว่ารัฐบาลหรือธนาคารกลางทั่วโลกจะรับมืออย่างไร นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดการประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์ขึ้นด้วย” โกโตะ ระบุ
นอกจากผลกระทบในตลาดทุนแล้ว บริษัทที่ปรึกษาสเตท สตรีท โกลบอล แอดไวเซอร์ส ยังให้ความเห็นว่า ไม่ว่าอังกฤษจะอยู่หรือไปจากอียู แต่เรื่องนี้ก็ยิ่งตอกย้ำบรรยากาศด้านลบในเอเชียที่ย่ำแย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากเศรษฐกิจของ 2 มหาอำนาจจีนและญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นนั้นเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซาหนักแม้จะมีนโยบายอาเบะโนมิกส์กระตุ้นและใช้ดอกเบี้ยติดลบก็ตาม ขณะที่จีนกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบเศรษฐกิจที่ลดพึ่งพาการส่งออก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศคู่ค้าทั่วเอเชีย
สำหรับผลกระทบโดยตรงต่อเอเชียในด้านการค้าและการลงทุนนั้น มาร์ก วิลส์ หัวหน้าฝ่ายเอเชียแปซิฟิกจากบริษัท อินเวสต์เมนต์ โซลูชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า อาจมีผลด้านการลงทุนจากฝั่งอังกฤษที่ชะลอตัวลง
“การตัดสินใจใดๆ ของบริษัทสัญชาติอังกฤษเกี่ยวกับการใช้จ่ายในการลงทุน หรือขยายการลงทุนเพิ่มน่าจะถูกระงับออกไปชั่วคราว เนื่องจากภาวะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาภูมิภาคยุโรปและเอเชียมีการทำข้อตกลงด้านการค้าระหว่างกันที่ใช้มานานแล้ว แต่หลังจากที่การค้าโลกเผชิญภาวะซบเซาหนักในช่วงหลายปีมานี้ จึงยากที่จะกล่าวได้ว่าเบร็กซิตจะไม่ฉุดให้การค้าโลกย่ำแย่ลงอีก” วิลส์ กล่าว
อย่างไรก็ดี แดเนียล มาร์ติน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัท แคปปิตอล อิโคโนมิกส์ เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ในวงจำกัดเท่านั้นและไม่น่ากระทบต่อคู่ค้านอกภูมิภาคยุโรปมากนัก จะมีก็เพียงบางประเทศที่มีปริมาณการค้ากับอังกฤษมากกว่าประเทศอื่นๆ เช่น กัมพูชา เวียดนาม และฮ่องกง
มาร์ติน กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียโดยรวมมีการส่งออกไปยังอังกฤษในสัดส่วนเพียง 0.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เท่านั้น ทำให้แม้ว่าจะเกิดเบร็กซิตขึ้นจริงและกระทบต่อการนำเข้าสินค้าของอังกฤษราว 25% แต่เมื่อเทียบแล้วก็จะกระทบต่อจีดีพีเอเชียเพียงไม่ถึง 0.2%
ก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกแถลงการณ์เตือนอังกฤษว่าเศรษฐกิจอังกฤษอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยหากลงประชามติออกจากอียู โดยผลกระทบของเบร็กซิตจะรุนแรงแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่โดยรวมเชื่อว่าอังกฤษจะเผชิญกับเศรษฐกิจที่แย่ลงต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน
ไอเอ็มเอฟ ระบุด้วยว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเศรษฐกิจของอังกฤษจะชะลอตัวลงอย่างมาก ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะหดตัวลง 0.8% ในปีหน้า และใน 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของอังกฤษอาจขยายตัวน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 5.6% ขณะที่การว่างงานอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 6%
ภาพ...เอเอฟพี







