posttoday
มาตรการไม่ใช่ภาษี  บล็อกธุรกิจอาหาร

มาตรการไม่ใช่ภาษี บล็อกธุรกิจอาหาร

08 มิถุนายน 2559

จากการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของกลุ่มภาคีอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วงที่ผ่านมา

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

จากการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของกลุ่มภาคีอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ไทยจะมีความได้เปรียบทางด้านการผลิตสินค้าอาหารที่ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่จากการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของคนทั่วโลกที่หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้หลายประเทศต่างออกมาดูแลด้วยการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเข้ามากีดกันทางการค้าอย่างมาก

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงาน “การบรรยายในเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากลุ่มภาคีธุรกิจอาหาร” ว่าปัจจุบันสภาพการค้าโลกอยู่ในสภาวะถดถอย แม้ว่าการฟื้นตัวยังพอมีอยู่จากตลาดจีน อาเซียน และอินเดีย แต่ยังไม่สูงมากนัก โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงจากนี้ไป คือ เรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTM) ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่จะเจอความท้าทายนี้มากขึ้น 

นอกจากนี้ การที่ประเทศผู้ผลิตมีการขยายห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ตั้งแต่ระยะเวลาการผลิตไปจนถึงการส่งออกวางสินค้าในตลาด ซึ่งตอนนี้กลายเป็นตัวสำคัญกว่าเรื่องต้นทุนไปแล้ว โดยเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เห็นแค่ในจีนเท่านั้น แต่เริ่มมีสัญญาณว่าสหรัฐมีอัตราการขยายการผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มย้ายฐานการผลิตกลับประเทศแล้ว

“มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี แต่ก็แยกกันไม่ออกว่าเป็นมาตรการออกมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคหรือการกีดกันการค้า” เดือนเด่น กล่าว

โดยเอกชนไทยจะต้องเร่งปรับตัวหลังจากประเทศคู่ค้าจะใช้มาตรการเข้มงวดในหลายประเทศที่ส่งออกอาหารเข้าไปยังประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) เป็นต้น จากเดิมไทยจะใช้วิธีการกระจายแหล่งการผลิตสินค้าอาหารเพื่อลดต้นทุน แต่หลังจากนี้ไปทั้งสหรัฐและอียู จะเน้นสั่งซื้อสินค้าอาหารจากประเทศใดนั้น ประเทศผู้ส่งออกจะต้องแจ้งแหล่งที่ไปที่มาของสินค้านั้นๆ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง

ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่เอกชนไทยจะต้องเร่งปรับตัวและดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อป้องกันการสูญเสียการตลาด ด้วยไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ปลูก แปรรูปไปจนถึงการส่งออกสินค้า และยังพึ่งพาภาคการส่งออก  ซึ่งหากไทยยังไม่ปรับตัวจะส่งผลกระทบกับคนในประเทศในอนาคต

ด้าน ไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วงปีที่ผ่านมามียอดรวมมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง แม้จะเติบโตไม่มากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลายประเทศคู่ค้าสำคัญทั้งสหรัฐและอียูใช้มาตรการเข้มงวดในเรื่องการผลิตสินค้าแต่ละชนิดมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยจะต้องปรับตัว

ทั้งนี้ หากมองถึงความต้องการสินค้าอาหารไทยในตลาดโลกยอมรับว่าสินค้าอาหารไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลก แต่เมื่อพฤติกรรมของคนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งเอกชนไทยจะต้องปรับขั้นตอนการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นสูงสุด รวมถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาลต่อการดูแลภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ และจากการดำเนินการภายใต้กรอบการค้าอาเซียนที่เดินหน้าเต็มรูปแบบมากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือด้านนวัตกรรมใหม่ๆ

โดยธุรกิจไทยจะต้องปรับจากประเทศผู้ส่งออกอาหารปริมาณมากๆ มาเป็นการแปรรูปอาหารไทยด้วยผลิตภัณฑ์ง่ายและสะดวกต่อการบริโภคแทน เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าอาหารไทย

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน