
บริษัทเรตติ้งสูงสูญพันธุ์ เทรนด์ธุรกิจเน้นก่อหนี้
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า การปรับลดอันดับเครดิตของเอ็กซอนโมบิล บริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในสหรัฐ
โดย...อักษราภัค ลาภานันต์
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า การปรับลดอันดับเครดิตของเอ็กซอนโมบิล บริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในสหรัฐโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทำให้ในขณะนี้มีเพียงบริษัทใหญ่ 2 แห่งของสหรัฐที่ได้รับอันดับเครดิตระดับสูงสุด AAA คือ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และไมโครซอฟท์ หลังบรรดาบริษัทใหญ่ทั้งหลายหันไปเน้นการก่อหนี้เพื่อขยายธุรกิจมากขึ้นจากภาวะการแข่งขันทางการตลาดที่สูง
เมื่อเทียบกับในปี 1992 ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐจำนวนมากถึง 98 แห่ง ที่อยู่ในระดับ AAA สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการก่อหนี้ของบริษัทในภายภาคหน้า และเป็นไปได้ยากที่บรรดาบริษัทเหล่านี้จะกลับมาได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดนี้อีก
ล่าสุด เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เอสแอนด์พีได้ประกาศลดอันดับเครดิตของเอ็กซอนโมบิลลงมาอยู่ที่ AA+ จากคาดการณ์ภาวะราคาน้ำมันถูกจะยังส่งผลต่อบริษัทน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มระดับการรักษากระแสเงินสดของเอ็กซอนจะยังคงอยู่ระดับต่ำกว่าระดับของ AAA ไปจนถึงปี 2018 แม้ว่าเอ็กซอนจะขายหนี้ของบริษัทไปแล้วก่อนหน้า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท) หลังนักลงทุนเริ่มมีท่าทีกังวลว่าบริษัทกำลังถูกพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งทำให้ผลตอบแทนประเภท 10 ปี เพิ่มขึ้นไปเกือบ 3%
นอกจากนี้ เอสแอนด์พี ระบุว่า ระดับหนี้สินของเอ็กซอนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สะท้อนการใช้จ่ายในโครงการใหญ่ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการซื้อคืนหุ้นปันผลคืนมากกว่าปริมาณเงินสดที่บริษัทได้รับ
ปรากฏการณ์ที่จำนวนบริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงสุดลดลงจนแทบไม่เหลือนี้ เป็นผลมาจากการที่บรรดาบริษัทใหญ่เหล่านี้หันไปใช้การก่อหนี้เพื่อให้สามารถจ่ายเงินปันผลคืนให้บรรดาผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งก็ได้รับแรงกระตุ้นมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากในปัจจุบัน ทำให้บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มใช้นโยบายขยายธุรกิจผ่านการก่อหนี้ต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า บรรดาฝ่ายจัดการและบริหารของบริษัทใหญ่ต่างเน้นการก่อหนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัท ซึ่งนำไปสู่การลดลงอย่างต่อเนื่องของอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ ซึ่งยิ่งเป็นผลให้้ตลาดประเมินบริษัทที่ไม่มีหนี้สินหรือมีหนี้สินในระดับต่ำ มีมูลค่าทางการตลาดสูงขึ้นเมื่อเริ่มขยายธุรกิจ หากเทียบกับบริษัทที่มีหนี้สินจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน บริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำก็มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ พบว่า บริษัทที่อยู่ในระดับจังก์ได้ลงทุนผ่านการก่อหนี้เพิ่มขึ้นโดยรวมเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 142.56 ล้านล้านบาท) ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นปี 2008 เป็นต้นมา
มรดกจากวิกฤตการเงิน
ข้อมูลของไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยอีกว่า จำนวนหนี้สินค้างชำระของบริษัทที่มีอันดับเครดิต AAA มากเกือบถึง 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่จำนวนหนี้สินค้างชำระของบริษัทระดับ AA อยู่ที่ 4.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.9 ล้านล้านบาท) และบริษัทที่มีอันดับเครดิต A ในสหรัฐ มีหนี้สินอยู่ที่ 1.78 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 63 ล้านล้านบาท)
นิก การ์ทไซด์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนหน่วยสินทรัพย์คงที่ระหว่างประเทศของเจพีมอร์แกน ระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่า บริษัทเครดิตระดับ AAA กำลังจะหายไป และอันดับเครดิตระดับ AA กำลังจะกลายมาเป็นระดับสูงสุด
ด้าน เจเรมี ซีเกล ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในสหรัฐ ระบุว่า วิกฤตทางการเงินครั้งล่าสุดได้ตอกย้ำให้เห็นแล้วว่า แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงและคุณภาพสูงก็อาจจะขาดแคลนกระแสเงินสดและเข้าไม่ถึงตลาดทุนได้ในช่วงเวลาอันสั้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. 2008 บรรดาธนาคารต่างเริ่มรัดเข็มขัดและลดการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจ ทำให้บริษัทที่ต้องการเงินสดอย่างเร่งด่วนต้องเผชิญปัญหาการหยุดชะงัก นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการพิจารณาหนี้ภาคธุรกิจต่อการจัดอันดับเครดิตด้วย
“ผลเสียหายและภาวะช็อกที่เกิดขึ้นจากวิกฤตทางการเงิน เป็นปัจจัยกระตุ้นให้บรรดาผู้จัดอันดับเครดิตพิจารณาเรื่องหนี้สินของบริษัทในปัจจุบัน” ซีเกล กล่าว
ซีเกล ระบุเพิ่มเติมว่า มีเพียงบริษัทที่มีกระแสเงินสดมหาศาลเท่านั้นที่จะได้รับการจัดอันดับ AAA ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีบริษัทหลายแห่งจะกลับมาได้ระดับสูงสุดนี้อีก ในภาวะที่การแข่งขันทั่วโลกสูงขึ้นมาก ซึ่งกดดันให้บริษัทต้องเน้นขยายการลงทุน ขณะที่ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจจะไม่สูงเท่ากับในอดีต ซึ่งก็เป็นผลให้การปรับปรุงเครดิตเพิ่มขึ้นยากไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีอัตราดอกเบี้ยถูกเป็นตัวกระตุ้นให้บริษัทขยายการลงทุนผ่านการก่อหนี้เพิ่ม
ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้จากธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงานและเหมืองก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หลังจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก ตั้งแต่ที่ราคาน้ำมันตกต่ำจากช่วงสูงสุดในปี 2014







