
2 ปี "รัฐประหาร" สัมพันธ์โลกยังหวานอมขมกลืน
ไม่มีใครเป็นมิตรแท้และศัตรูถาวรระหว่างกัน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในชาติที่พิสูจน์เรื่องนี้ให้เห็น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2014 หลายประเทศทั่วโลกนำโดยสหรัฐ ต่างออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทยทันที ในเวลาต่อมาไม่นาน 62 ประเทศทั่วโลก มีประกาศเตือนการเดินทางมาไทยโดยไม่จำเป็น โดยที่ 19 ประเทศ ยังเตือนการเดินทางมาไทยในระดับสีแดง
แม้จะผ่านประสบการณ์รัฐประหารมาแล้วถึง 12 ครั้งก่อนหน้านี้ ทว่าการดำเนินความสัมพันธ์กับโลกหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็นเป็นต้นมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่สมดุลการเมืองภายในอาเซียนมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่มีใครเป็นมิตรแท้และศัตรูถาวรระหว่างกัน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในชาติที่พิสูจน์เรื่องนี้ให้เห็น
"สหรัฐ-ยุโรป" ยังมึนตึง ตอกย้ำถึงวันกลับสู่ประชาธิปไตย
ในฐานะประเทศที่มีรัฐบัญญัติระบุชัดเจน ให้ปฏิเสธการทำรัฐประหารโดยคณะทหารและกำหนดให้รัฐบาลงดการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่รัฐบาลที่เกิดขึ้น จากการล้มผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ท่าทีของ “สหรัฐ” ตลอดช่วง 2 ปีมานี้ จึงตอกย้ำข้อเรียกร้องให้ไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ระงับความช่วยเหลือทางการทหาร ทบทวนความร่วมมือระหว่างกองทัพ โดยระงับการซ้อมรบร่วม CARAT ในปี 2014 และลดกำลังทหารลงในการฝึกร่วม Cobra Gold อีกทั้งยังไม่ไว้หน้าในรายงานประเมินสิทธิมนุษยชน ที่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการค้าและการลงทุนทวิภาคีตามมา
แรงกดดันเลวร้ายลงเมื่อสหรัฐส่ง “แดเนียล รัสเซล” ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งดูแลกิจการเอเชีย-แปซิฟิกมายังไทยในเดือน ม.ค. 2015 ซึ่งมีการกล่าวปาฐกถาถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง และการถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง และมีการเชิญ แพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบ
การแต่งตั้ง เกล็น ที เดวีส์ (Glyn T. Davies) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ ในเกาหลีเหนือมาก่อน ให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทยคนใหม่ ยังนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ตามมา ว่า สหรัฐให้ความสำคัญกับไทยและพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์กระทบกระทั่งทางการทูตในอนาคต
แม้จะมีสัญญาณที่ดีบ้างจากการที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยอมฝ่าเสียงต้านเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐ-อาเซียน ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เมื่อต้นปีนี้ ทว่าการที่ คสช.มีสัญญาณที่จะบริหารยาวนานกว่าเดิม อีกทั้งยังดำเนินนโยบายการทูตด้วยการหันไปอิงกับขั้วอำนาจ “จีน-รัสเซีย” มากขึ้นตลอด 2 ปีมานี้ ก็ทำให้สหรัฐยังคงเดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มีกรณีจับกุมหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น
ซ่งชิงหรัน ศาสตราจารย์ของสถาบันเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แห่งสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยจีน ให้ความเห็นเมื่อเดือน มี.ค. 2015 ว่า ไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่สหรัฐจะเสียไปไม่ได้ การลดความร่วมมือทางการทหารจะทำให้สหรัฐต้องสูญเสียเครือข่ายทางการทหารในภูมิภาคไป ขณะที่สหรัฐต้องการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างที่จีนและญี่ปุ่นกำลังสยายปีกปกคลุมเอเชีย
“อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐ คือ มุมมองต่อประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน”ซ่งชิงหรัน กล่าว
สำหรับความสัมพันธ์กับ “สหภาพยุโรป” (อียู) นั้น อียูมีมติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2014 ลดระดับความสัมพันธ์กับไทย ด้วยการระงับการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ และไม่ลงนามในกรอบตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างกัน (PCA) จนกว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังเดินหน้ากดดันไทยในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) กระทบกับสินค้าทั้งหมด 723 รายการ
อียูยังกดดันผ่านการให้ใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2015 และหากอียูให้ใบแดงกับไทยและแบนนำเข้าสินค้าประมงจริง จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากมูลค่าตลาดยุโรปนั้นมากกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทยที่มากกว่า 8,000 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่อียูยังคงไม่ปลดใบเหลืองให้ไทยง่ายๆ
ที่น่าจับตาอีกด้านก็คือ การเดินทางมาเยือนไทยของ เวอร์เนอร์ แลงเก้น ประธานคณะกรรมาธิการรัฐสภายุโรปด้านความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย และ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ซึ่งจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น พร้อมแนะว่าการปรองดองทางการเมืองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลไทยยังคงเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชน นอกจากนี้ ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจยืดระยะเวลาการครองอำนาจออกไป และอาจเพิ่มบรรยากาศความคุกคามทางการเมืองอีก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่กองทัพจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้งในอนาคตหากเกิดความขัดแย้งขึ้น
ที่สุดแล้วคณะผู้แทนรัฐสภายุโรปมองว่าอนาคตของไทยจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และหวังว่าในท้ายที่สุดแล้ว ไทยจะหวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไทยและสหภาพยุโรป (อียู) อาจฟื้นโต๊ะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคต หลังยุติไปตั้งแต่การรัฐประหารปี 2014
ไทยเดินเกมซบ "จีน-รัสเซีย" ดันสัมพันธ์ทหาร-การค้า
ภาพการจับมือของ พล.อ.ประยุทธ์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ระหว่างร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือน พ.ย. 2014 นับเป็นจุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการเมืองบนเวทีโลกที่สำคัญของไทย เพราะจีนกำลังแผ่สยายปีกในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา กำลังเดินหน้านโยบายทวงคืนสมดุลอำนาจของสหรัฐในเอเชีย
ในการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีจีน หลี่เค่อเฉียง เมื่อปลายปี 2014 เพื่อเข้าร่วมการประชุมกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ไทยและจีน มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ การพัฒนารถไฟทางคู่และการซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าการเกษตรจากไทย
ขณะที่รัสเซียยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเดินทางเยือนระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายในช่วง 2 ปีมานี้ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือการค้าและการลงทุนระหว่างกันหลายด้าน ซึ่งแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าไทยจะสามารถดึงการลงทุนจากรัสเซียหรือส่งออกสินค้าไปขายได้มากน้อยเพียงใดในระยะใกล้นี้ ทว่าเบื้องต้นก็เป็นการส่งสัญญาณถึงเกมการเมืองระหว่างประเทศใหม่ของไทยในยุครัฐบาล คสช.ที่กำลังห่างเหินกับขั้วของสหรัฐได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ในความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นตลอด 2 ปีเหมือนช่วงแรก เนื่องจากโครงการรถไฟที่มีปัญหาและปรับเปลี่ยนรายละเอียดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รถไฟความเร็วสูงมาเป็นรถไฟความเร็วปานกลางและสุดท้ายที่การลงมือดำเนินการต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันในหลายด้าน อาทิ เงินกู้จากจีนดอกเบี้ย 2.5% ที่สูงเกินไป และสัดส่วนของบริษัทร่วมทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาจมีปัญหาระหว่างทาง ทว่าความสัมพันธ์ทางทหารกลับเดินหน้า โดยมีรายงานจากวารสารการทหารระหว่างประเทศ เจน ดีเฟนส์ ว่า กองทัพไทยจะพิจารณาซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-17V5 จากรัสเซีย และรถถังแบบ VT-4 จากจีน ก่อนที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. จะยืนยันในเวลาต่อมาว่า เรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี







