
ซาอุฯปรับทัพใหญ่ หนีน้ำมันซบธุรกิจนอกพลังงาน
ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันต้องหั่นรายจ่ายลงและหันไปพึ่งรายได้จากธุรกิจนอกภาคพลังงาน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ที่ประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) และสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิปรับตัวลงกว่า 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท) ในปีก่อน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีมหาดไทยของซาอุดิอาระเบีย ประกาศแผนการ “ซาอุดิ วิชั่น 2030” เพื่อพาประเทศเข้าสู่ยุคหลังน้ำมันอย่างเต็มตัว เช่น การผลักดันภาคเอกชนที่ไม่ใช่น้ำมันให้มีบทบาทมากขึ้น การจัดการสินทรัพย์ต่างประเทศของซาอุดิอาระเบียที่เข้มงวดขึ้น ลงทุนในเหมืองแร่ และกระตุ้นกำลังการผลิตของกองทัพ เพื่อทดแทนการซื้ออาวุธจากต่างชาติ
ส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปรวมถึงการออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ของ อรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดิอาระเบีย ปลายปี 2017 การขายหุ้นอรามโกราว 5% ให้สาธารณชน และจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 70.25 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการปฏิรูปการช่วยเหลือราคาพลังงานในประเทศ ทบทวนการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การเก็บภาษีพลังงาน เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล และสินค้าฟุ่มเฟือย และปรับปรุงระบบวีซ่าของประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้
ก่อนหน้านี้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดตั้งเป้าเพิ่มรายรับจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 ประกาศปรับลดการช่วยเหลือราคาพลังงานและสาธารณูประโภคในประเทศตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2015 และคาดว่าการปฏิรูปดังกล่าวจะสร้างรายได้ราว 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของซาอุดิ วิชั่น 2030 คือการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างงาน ดึงดูดบรรดานักลงทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหน่วยงานของรัฐ และทำให้แน่ใจว่า การช่วยเหลือราคาพลังงานเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยแผนอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 45 วันหลังจากประกาศแผน
หวั่นขุดหลุมฝังตัวเอง
บรรดานักวิจัยของสถาบัน แมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของซาอุดิอาระเบียอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2015 และอาจสร้างงานมากกว่า 6 ล้านอัตราภายในปี 2030 หากรัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้ความสำคัญกับธุรกิจนอกภาคพลังงาน 8 ธุรกิจ ได้แก่ การผลิต เหมือง ท่องเที่ยว สาธารณสุข และการเงิน
ด้าน เกรกอรี่ กอส ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย เทกซัส เอแอนด์เอ็ม ในสหรัฐ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันไปสู่สิ่งอื่นเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งที่ผ่านมาซาอุดิอาระเบียพยายามดำเนินการดังกล่าวหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มาก
นอกจากนี้ กอสยังระบุว่า รายได้ของซาอุดิอาระเบียในปีก่อนกว่า 70% มาจากน้ำมัน มีการจ้างงานกว่า 2 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมดในภาครัฐวิสาหกิจ และกว่า 80% ของแรงงานทั้งหมดในภาคเอกชน เช่น ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ไฟฟ้า และโทรคมนาคม ล้วนเป็นชาวต่างชาติจากประเทศกำลังพัฒนา
“ประเด็นหลักคือ ทำอย่างไรให้ภาคเอกชนของซาอุดิอาระเบียหันมาจ้างงานแรงงานในประเทศ เพราะที่ผ่านมา ภาคเอกชนต่างจ้างชาวต่างชาติที่มีค่าแรงต่ำกว่าจำนวนมาก” กอส กล่าวย้ำ
สอดคล้องกับคำเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่า การปฏิรูปตลาดแรงงานเป็นส่วนสำคัญของแผนปฏิรูปเศรษฐกิจซาอุดิอาระเบีย รวมถึงการคุมเข้มเรื่องแรงงานและค่าแรงในภาครัฐ ระบบการศึกษาของประเทศ และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะภาคเอกชน
นอกจากความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญแล้ว พอล พิลล่า นักวิจัยระดับสูงของศูนย์ศึกษาความมั่นคง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่า อำนาจของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดที่มีอย่างล้นมือ อาจส่งผลกระทบแง่ลบต่อตัวเจ้าชายเอง โดยเฉพาะความท้าทายที่มาจากสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่น
นอกจากนี้ ระบบการเมืองยังเป็นสิ่งท้าทายการปฏิรูปเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียด้วย โดยเฉพาะความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ท่ามกลางอัตราการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศอยู่ในระดับสูง
ไอเอ็มเอฟคาดรายได้น้ำมันหดหนัก
ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันราว 4.9-5.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.2-18.9 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 3.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.6 ล้านล้านบาท)
มาซูด อาห์เหม็ด หัวหน้าฝ่ายตะวันออกกลางของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า รายได้จากน้ำมันที่ลดลงจะนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียที่รายได้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แม้รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาธุรกิจนอกภาคพลังงาน แต่รายได้จากน้ำมันยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 72% ของรายได้ทั้งหมดในปีก่อน
รายงานของไอเอ็มเอฟยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) อาจหดตัวลงจาก 3.3% ในปีก่อนเป็น 1.8% ในปีนี้ ส่วนซาอุดิอาระเบียอาจขยายตัวมากกว่า 2%
“ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น แต่คงไม่ฟื้นคืนสู่ระดับเดิมในปี 2013-2014 ดังนั้น ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันต้องหั่นรายจ่ายลงและหันไปพึ่งรายได้จากธุรกิจนอกภาคพลังงาน”อาห์เหม็ด กล่าว







