
บีพีอ่วมเจอฟ้อง3แสนล.
ยกแรกจ่ายสารเคมีรั่วที่เทกซัส วิกฤตอ่าวเม็กซิโกอีก5แสนล.
โพสต์ทูเดย์
— บีพี เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นจำเลยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเหตุสารเคมีรั่วในเทกซัส แม้จะสามารถคุมวิกฤตน้ำมันรั่วจนเกือบสำเร็จบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ถึงสองต่อ เมื่อหนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ รายงานว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่รายนี้ต้องตกเป็นจำเลยในคดีความเรียกค่าเสียหายจากเหตุสารเคมีรั่วไหลที่โรงกลั่นน้ำมันในรัฐเทกซัสเมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค. เป็นเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.21 แสนล้านบาท) โดยล่าสุดมีผู้เสียหายในรัฐเทกซัสรวมตัวกันฟ้องร้องบีพีแล้วถึง 2,000 ราย
โทนี บัซบี ทนายความในรัฐเทกซัส เปิดเผยว่า การฟ้องร้องบีพีก็เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องจากกรณีสารเคมีจากน้ำมันเบนซินรั่วไหลจากโรงกลั่นดังกล่าว นอกจากนี้ บัซบี ยังรับหน้าที่เป็นทนายว่าความให้กับผู้เสียหายเพื่อฟ้องร้องบีพีจากวิกฤตน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโกด้วย
ข่าวการตกเป็นจำเลยเรียกค่าเสียหายของบีพี ได้รับการเปิดเผยในช่วงเวลาเดียวกับที่บีพีใกล้ที่จะสามารถควบคุมการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ โดยล่าสุดสามารถควบคุมแรงดันของน้ำมันในแท่นขุดเจาะใต้ทะเลได้แล้ว เพื่อปิดการใช้งานแท่นขุดเจาะดังกล่าวเป็นการถาวร หลังจากเกิดระเบิดจนน้ำมันรั่วไหลนานถึง 3 เดือน
ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า กว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่รั่วไหลออกมาได้ระเหย สลาย หรือได้รับการกำจัดไปแล้ว และคราบน้ำมันที่หลงเหลืออยู่มีสภาพกระจัดกระจายจนไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อพื้นที่โดยรอบชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม บีพีเสี่ยงที่จะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาลจากวิกฤตน้ำมันรั่วในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศในรัฐทั้ง 5 แห่งของสหรัฐริมชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง และอุตสาหกรรมน้ำมันจนยากจะประเมินได้
ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่าบีพีมี ความผิดจริงฐานะประมาทเลินเล่อจนก่อให้เกิดวิกฤตน้ำมันรั่ว บีพีอาจต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.66 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นรายบุคคล ซึ่งขณะนี้บีพีได้จัดงบประมาณรองรับด้านนี้แล้วถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.43 แสนล้านบาท)







